หวังเจวียนที่นอนอยู่บนเตียงมองหลินม่านแล้วยิ้ม ก่อนจะกัดนิ้วตัวเองพลางหัวเราะเอ๋อ ๆ ตามไปด้วย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะขาดสารอาหารหรือเปล่า ทั้งตัวดูหัวโตแต่ตัวเล็ก พอขยับศีรษะก็เหมือนจะโงนเงนไปมา
“กินเถอะ กินเสร็จแล้วเราไปจดทะเบียนสมรสกัน” ซุนเจี้ยนเช่อขยี้ผมของหวังเจวียนเบา ๆ ผมของเธอนุ่มฟูแต่บาง ดูยุ่งชี้ฟูขึ้นมาอีก
“ได้” หลินม่านเองก็อยากจดทะเบียนให้เรียบร้อย จะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะมีเรื่องไม่คาดคิดตามมา “ถือโอกาสเปลี่ยนชื่อเสี่ยวเจวียนด้วยเลยนะ”
หลินม่านคิดง่าย ๆ ว่า หากยังใช้แซ่หวัง ต่อให้อยู่บ้านตระกูลซุนก็เหมือนเป็นคนนอก ส่วนบ้านตระกูลหวังก็ไม่ได้ถือว่าเป็นพวกเดียวกัน เธอยิ่งไม่อยากให้ชื่อเพียงชื่อเดียวกลายเป็นกำแพงที่มองไม่เห็น คอยกั้นเธอออกจากซุนเจี้ยนเช่อและซุนกั๋วต้งในวันข้างหน้า
“ได้” ซุนเจี้ยนเช่อไม่ขัดข้อง
“ต่อไปนี้ให้ชื่อซุนอันอันนะ” หลินม่านโน้มตัวลงสบตาหวังเจวียน “อันอัน ชอบชื่อนี้ไหม? แม่หวังแค่ให้หนูปลอดภัยก็พอ”
แซ่ซุนหรือ?
หัวใจซุนเจี้ยนเช่อกระตุกวูบ ไม่รู้ว่าคำพูดนั้นไปแตะเส้นประสาทส่วนไหนของเขาเข้า แต่กลับทำให้รู้สึกดีใจอย่างลับ ๆ
ที่จริงเขามักรู้สึกว่าชีวิตมองเห็นปลายทางอยู่รำไร สิ่งเดียวที่ทำให้เขายังอยากลืมตาตื่นขึ้นมาในแต่ละวันก็คือซุนกั๋วต้ง ลูกชายเป็นความคิดถึงเพียงหนึ่งเดียวที่ภรรยาทิ้งไว้ให้
ความรู้สึกที่เขามีต่อซุนกั๋วต้งนั้นซับซ้อนอยู่ไม่น้อย หากไม่มีลูก ภรรยาของเขาก็คงไม่ต้องขายตัวเองไป แต่เมื่อมองใบหน้าที่ถอดแบบมาจากตัวเขาราวกับพิมพ์เดียวกัน เขาก็อดรู้สึกขอบคุณภรรยาไม่ได้
