เซี่ยงเถียนรู้สึกว่าแม่สามีคนนี้กล้าหาญไม่น้อยเลย ถามกันตรง ๆ แบบนี้เลยเหรอ?
เมิ่งชุนกลับไม่ได้ปิดบัง เธอดึงผ้าคลุมศีรษะที่ผูกไว้ลงมาถึงคาง “จะเป็นเรื่องอะไรได้อีก ก็เรื่องงานนั่นแหละ”
“เธอจะยกงานให้น้องชายจริง ๆ เหรอ?” สวี่ชิงอวี้อุทานอย่างตกใจ “ก่อนหน้านี้ก็ไม่เห็นเป็นคนแยกแยะไม่ออกแบบนี้เลยนะ”
“ก่อนหน้านี้เธอยังไม่ท้องนี่” เมิ่งชุนกลอกตาใส่ “อย่าพูดถึงเธอเลย ฉันกลัวว่าตัวเองจะโมโหจนตาย”
เซี่ยงเถียนเพิ่งฟังได้ออกรส อีกฝ่ายก็หยุดพูดเสียแล้ว
“ลูกหลานก็มีวาสนาของตัวเอง เธออย่าคิดมากเลย”
ปากบอกว่าไม่พูดแล้ว แต่เจ้าตัวยังบ่นไม่หยุด “จะมีวาสนาอะไรล่ะ? ทำงานมาตั้งครึ่งชีวิต พอลูกชายแต่งเมีย ฉันก็ยกงานให้เขาแล้ว งานในบ้านนอกบ้านฉันก็จัดการหมด กลับมาก็มีข้าวร้อน ๆ กิน แต่กลายเป็นว่าพอมีลูกในท้อง ก็จะยกงานให้น้องชายทางบ้านเดิม”
โห ข้อมูลเยอะเกินไปหน่อยแล้ว
เซี่ยงเถียนกะพริบตาปริบ ๆ แล้วขยับเข้าไปใกล้สวี่ชิงอวี้อีกนิด
จิ่งโจวเองก็ไม่วิ่งเล่นอยู่ข้างหน้าแล้ว เขาเดินอยู่ข้างเซี่ยงเถียนอย่างว่าง่าย มือหิ้วตะกร้าใบเล็กไปด้วย
สวี่ชิงอวี้พอรู้เรื่องในบ้านเมิ่งชุนอยู่บ้าง ต้องบอกว่าสะใภ้ของเมิ่งชุนเป็นคนทำให้เรื่องวุ่นวายจนใคร ๆ ก็รู้กันทั่ว
ตอนรู้ว่าตัวเองท้องได้สองเดือน วันต่อมาของในบ้านก็เริ่มหายไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย วันนี้ข้าวหายไปหนึ่งชั่ง พรุ่งนี้ผ้าหายไปหนึ่งฉื่อ
เมิ่งชุนอยู่บ้านทุกวัน จะมีขโมยจากข้างนอกได้ยังไง คนขโมยต้องเป็นคนในบ้านแน่ ตอนแรกเธอก็แค่คิดจะถามให้รู้เรื่อง แต่สะใภ้กลับเป็นฝ่ายโวยวายขึ้นมาก่อน ทั้งปัดโต๊ะทั้งทุบเก้าอี้ กุมท้องที่ยังไม่เห็นว่าตั้งครรภ์ นั่งร้องตัดพ้ออยู่หน้าประตู
