เคอเหยี่ยนรับชามมาแล้วดื่มจนหมด วางชามกลับที่เดิม ก่อนจะวกมือมาโอบเอวเธออีกครั้ง
“คุณก็ต้องบำรุงเหมือนกัน ตอนนี้กินคนเดียวแต่ต้องใช้สารอาหารถึงสองคนนะ”
“ฉันรู้ค่ะ ดื่มนมกินกรดโฟลิกทุกวันเลย”
นิ้วของเคอเหยี่ยนแตะเบา ๆ ตรงข้างเอวเธอ ก่อนจะก้มลงใกล้หน้าท้องเล็ก ๆ น้ำเสียงแผ่วต่ำ
“ขอโทษนะ ก่อนหน้านี้ผมไม่รู้ แล้วยังทำกับคุณแบบนั้นอีก”
เจียงหนิงหน้าแดง นึกถึงเรื่องที่เขากล่อมเธอนอนเมื่อคืน จึงยกมือหยิกเอวเขาเบา ๆ
“ยังจะพูดอีก! ฉันห้ามแล้วว่ามันไม่สะดวก แต่คุณก็ไม่ยอมฟัง”
“ต่อไปผมไม่กล้าแล้วครับ”
เคอเหยี่ยนยอมรับผิดอย่างว่าง่าย พอขอโทษเสร็จก็โน้มตัวไปแนบหูกับหน้าท้องเธออีกครั้ง
“ขอฟังหน่อยนะ”
“ตัวเล็กแค่นี้ จะฟังอะไรออกคะ”
“ฟังออกสิ ลูกสาวผมกำลังตีลังกาอยู่ข้างใน”
เจียงหนิงทั้งขำทั้งฉุนกับคำพูดหยอกล้อของเขา จึงยื่นมือไปดันศีรษะเขา
“รู้ได้ยังไงว่าเป็นลูกสาว ถ้าเป็นลูกชายล่ะ”
เคอเหยี่ยนครุ่นคิด ก่อนตอบอย่างจริงจังว่า “ลูกชายก็ได้ ขอแค่เหมือนคุณที่สุด ตาโต ๆ แล้วก็ชอบยิ้ม”
หัวใจของเจียงหนิงอ่อนยวบไปหมด จมูกเริ่มแสบขึ้นมาอีก เธอกะพริบตาถี่ ๆ กลั้นน้ำตาไว้ ก่อนยื่นมือไปแตะขอบผ้าพันแผลตรงหางคิ้วเขา
“แผลนี่ไปโดนอะไรมาแน่คะ”
“คุณปู่ปาแก้วใส่ครับ”
เจียงหนิงเบิกตากว้าง ยกมือฟาดไหล่เขาไปหนึ่งที
“โดนแก้วปาใส่แล้วยังมาหาฉันแบบนี้อีกเหรอ ไม่ไปโรงพยาบาลหรือไง สมองมีปัญหาหรือเปล่า! ถ้ามีเศษแก้วค้างอยู่ในแผลจะทำยังไง!”
เคอเหยี่ยนแก้ตัวเสียงเบา “ผมกลัวว่าถ้ามาช้า คุณจะเซ้งร้านแล้วหนีไป”
“ฉันจะหนีไปไหนได้ล่ะ มีที่ไหนที่ไม่มีคุณบ้าง”
