ไป๋หรูเสวี่ยได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที แก้มแดงก่ำพลางจ้องหลานเมิ่งอิงเขม็ง แล้วตำหนิเสียงเบาว่า “แกเป็นอะไรไปเนี่ย? นี่มันศาลาตั้งศพของเฮ่าเทียนนะ แถมใครจะรู้ว่าพวกถังกัวเปียวจะย้อนกลับมาอีกหรือเปล่า ตอนนี้แกยังมีอารมณ์มาล้อเล่นเรื่องแบบนี้อีกเหรอ?”
หลานเมิ่งอิงยังคงยิ้ม “ดูสิ โดนจี้ใจดำจนโมโหแล้วใช่ไหมล่ะ? นี่แสดงว่าไม่ว่าแกจะตั้งใจคิดหรือเปล่า แต่ในจิตใต้สำนึก แกคงไม่ได้ต่อต้านเรื่องนี้เท่าไหร่หรอก”
ไป๋หรูเสวี่ยกำลังจะโกรธ หลานเมิ่งอิงก็ลดเสียงลง “เอาละ ๆ แกไม่ได้คิดอะไร ฉันพูดมากไปเอง
ปัญหาคือเขาเป็นน้องชายของเฮ่าเทียน เป็นน้องเขยของแก เฮ่าเทียนยืดงานออกไปอีกหลายวัน ก็เพื่อรอเขาโดยเฉพาะไม่ใช่เหรอ?
ในฐานะพี่สะใภ้ สิ่งที่แกควรทำก็ทำครบแล้ว ทำไมพอเขามาถึง แกกลับกระวนกระวายใจ แถมยังไม่กล้าเป็นฝ่ายเปิดใจคุยกับเขาก่อนด้วยซ้ำ?
อย่าบอกนะว่าความสัมพันธ์ระหว่างพี่สะใภ้กับน้องเขยทำให้แกติดขัด ตอนนี้เฮ่าเทียนก็ไม่อยู่แล้ว ถ้าใจแกบริสุทธิ์จริง ๆ จะมองเขาเป็นน้องชายแท้ ๆ ก็ได้ อยากพูดอะไรก็พูดไป
ต่อให้ซบไหล่เขาร้องไห้สักพัก แล้วจะเป็นอะไรไปล่ะ?”
ไป๋หรูเสวี่ยกะพริบตามองหลานเมิ่งอิง พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ
เห็นไป๋หรูเสวี่ยเถียงไม่ออก หลานเมิ่งอิงก็แอบได้ใจอยู่หน่อย ๆ ก่อนจะพูดต่อ “แน่นอนว่าแกจะรู้สึกลำบากใจก็เป็นเรื่องปกติ ในชนบท ด้วยข้อจำกัดเรื่องฐานะทางบ้าน ถ้าครอบครัวไหนมีพี่น้องผู้ชายหลายคน แล้วพี่ชายจากไปแต่พี่สะใภ้ยังอยู่ หลายคนก็แต่งงานกับน้องชายของสามี
