สวี่เยว่เท้าคางด้วยมือทั้งสองข้าง “ฉันค่อย ๆ สืบถามจากคนอื่นมา บริษัทเราเป็นบริษัทสตาร์ตอัป ได้ยินว่าเจ้านายเป็นลูกเศรษฐี ไม่เคยทำงานมาก่อน เรื่องอื่นไม่ต้องพูดถึง แค่เงินก็มีเยอะแล้ว”
“แล้วบริษัทเธอทำธุรกิจอะไรเหรอ?”
สวี่เยว่ตอบตามตรง “บริษัทรับจ้างทำเกมน่ะ หลัก ๆ รับผิดชอบดึงลูกค้าเข้ามาเล่นเกมกับบริการหลังการขาย ฉันทำงานฝ่ายหลังการขาย”
พอได้ยินว่าเป็นเกม ฉีเหยาก็โล่งใจอย่างเห็นได้ชัด “เกมก็ดีนี่นา เกมทำเงินจะตาย ดูสิ เดี๋ยวนี้คนเล่นเกมกันเยอะแยะ ไม่น่าแปลกใจที่เจ้านายเธอให้เงินเดือนสูงขนาดนี้”
สวี่เยว่กลั้นไม่อยู่จนต้องบ่น “นั่นมันเกมฮิตต่างหาก ของเราน่ะ…พูดออกไปมีแต่เรื่องให้ด่า เธอรู้ไหมว่าเกมนี้เป็นเกมอะไร? เกมเกิดใหม่ไง ทุกคนอยากเกิดเป็นมนุษย์ทั้งนั้น แต่โควตาคนมีจำกัด เลยมีบางคนต้องไปเกิดเป็นสัตว์ เพราะงั้นฉันยังต้องคอยปลอบลูกค้าที่เกิดเป็นมนุษย์ไม่ได้ ไม่ให้ไปให้คะแนนรีวิวแย่ ๆ อีก”
ฉีเหยาไม่เคยได้ยินเกมน่าเบื่อขนาดนี้มาก่อน “เดี๋ยวนะ เกมน่าเบื่อขนาดนี้จะมีคนเล่นด้วยเหรอ? ฉันไม่เคยได้ยินชื่อเลยด้วยซ้ำ”
สวี่เยว่พยักหน้า “มีสิ แถมยังมีคนอินกับเกมมากด้วย”
นอกจากคนที่เกิดใหม่เป็นห่านแล้ว ยังมีคนอีกไม่น้อยที่ถามเธออย่างจริงจังว่าต้องทำยังไงถึงจะได้เกิดเป็นลูกเศรษฐี
ฉีเหยาพึมพำ “ทำไมฉันรู้สึกว่าบริษัทเธอคงอยู่ได้ไม่นานนะ?”
สวี่เยว่ถอนหายใจ จริง ๆ เธอก็คิดเหมือนกัน ต่อให้เจ้านายลูกเศรษฐีมีเงินมากแค่ไหน ก็คงทนขาดทุนแบบนี้ไม่ไหวหรอกมั้ง?
ฉีเหยาปลอบเธอ “ไม่เป็นไร เห็นแก่เงินเดือนสูง ๆ ก็ทำไปก่อน ระหว่างทำงานก็ค่อยหางานใหม่ไปด้วย”
“ฉันเสียดายนี่นา”
ฉีเหยาถลึงตาใส่ “จะเสียดายอะไร เงินเดือนสูงแค่ไหนก็อยู่ได้ไม่นานหรอก แถมยังไม่ดีต่ออนาคตของเธอด้วย”
“ไม่ใช่แค่เรื่องเงินเดือนนะ สี่หมื่นนี่คือเงินเข้าบัญชีหลังหักภาษีแล้ว แถมจ่าย 16 เดือน โบนัสปลายปีก็คิดแยกต่างหาก ประกันห้าอย่างกับกองทุนที่อยู่อาศัยก็จ่ายเต็มเพดาน เข้างานเก้าโมงเลิกห้าโมง ไม่ต้องทำโอที มีข้าวกลางวันให้ด้วย อ้อ จริงสิ หัวหน้าบอกว่าถ้าฉันทำงานครบห้าปี บริษัทจะจัดบ้านให้”
เนื้อในปากฉีเหยาร่วงลงมาทันที ดวงตาเป็นประกายวาววับ “เยว่เยว่ บริษัทเธอยังรับคนอยู่ไหม? ฉันพร้อมย้ายงานเดี๋ยวนี้เลย!”
“ไม่รับแล้ว ตำแหน่งนี้รับแค่คนเดียว แต่เอาจริง ๆ ฉันก็ยังไม่ค่อยสบายใจ ไม่รู้ว่าบริษัทจะอยู่ได้นานแค่ไหน”
ท่าทีของฉีเหยากลับเปลี่ยนไปแล้ว “ไม่ต้องสนว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน จะหางานอะไรอีกล่ะ? ที่แบบนี้ทำไปจนตายยังได้เลยนะ เธอไปเจองานดี ๆ แบบนี้จากที่ไหน?”
พอพูดถึงเรื่องนี้ สวี่เยว่ก็ทั้งขำทั้งร้องไห้ไม่ออก “ถ้าฉันเล่า เธออาจไม่เชื่อก็ได้”
“เล่ามาสิ”
“เธอยังจำเรื่องที่ฉันไปสัมภาษณ์งานเมื่อวันอังคารที่แล้วได้ไหม?”
ฉีเหยาจำได้ “คนที่เธอบอกว่าสมองมีแต่ขี้น่ะเหรอ?”
สวี่เยว่พยักหน้า
เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเล่าตั้งแต่ต้น
หลังจากสวี่เยว่ลาออกจากงานเก่าเพราะเจอหลุมพรางเข้าเต็มเปา การหางานของเธอก็ไม่ราบรื่นเลย อย่างแรกเพราะปัญหาเรื่องสาขาที่เรียน วิศวกรรมโยธา ช่างซวยจริง ๆ อย่างที่สองคือที่ทำงานเก่าเธอไปมีเรื่องกับคนที่มีเส้นสาย คนคนนั้นมีครอบครัวที่มีอำนาจมาก แถมยังฝากฝังกับบริษัทใหญ่หลายแห่งจนสวี่เยว่ส่งประวัติสมัครงานเข้าไปไม่ได้ด้วยซ้ำ
ทั้งค่าอาหาร ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ค่าที่พัก รวมถึงค่าผ่อนบ้านที่ซื้อด้วยเงินกู้ที่บ้านเกิด ทุกเดือนเธอยังต้องจ่ายค่างวดบ้าน เงินเก็บจึงร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว
เพราะอย่างนั้น เธอจึงจำใจลดเงื่อนไขลงแล้วลงอีก สุดท้ายขอแค่มีงานทำก่อนก็พอ เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง ไม่งั้นคงต้องอดตายอยู่ข้างถนน
“ตอนฉันไปสัมภาษณ์เมื่อวันอังคารที่แล้ว คนสัมภาษณ์เป็นผู้ชาย เฮอะ เขาไม่ถามเรื่องความสามารถทางวิชาชีพสักคำ ถามแต่ฉันวางแผนจะแต่งงานมีลูกเมื่อไหร่ ฉันบอกเลยนะ เรื่องที่ฉันทำผิดพลาดที่สุดในชีวิตก็คือให้เกียรติเขา”
“ฉันยังอุตส่าห์ตอบดี ๆ ว่าอีกห้าปีนี้ยังไม่มีแผนจะแต่งงานมีลูก เธอรู้ไหมว่าเขาพูดว่าอะไร?”
ฉีเหยาถาม “เขาพูดว่าอะไร?”
“เขาถามว่า แล้วหลังจากห้าปีล่ะ?”
ฉีเหยาระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“ฉันก็สวนกลับไปเลย ห้าปีหลังจากนี้เหรอ? อีกห้าปีบริษัทอาจจะเจ๊งไปแล้วก็ได้ ประสาทหรือไง นี่ยังไม่ใช่เรื่องที่เหลือเชื่อที่สุดนะ เรื่องที่เหลือเชื่อที่สุดคือเขายังพูดอีกว่า ฉันอายุยี่สิบแปดแล้ว ถือว่าเป็นผู้หญิงวัยมากแล้ว ถ้าไม่รีบมีลูก เดี๋ยวแก่ไปจะมีไม่ได้ แล้วก็พูดทำนองว่า พวกผู้หญิงอย่างพวกเธอพออายุเท่านี้ สุดท้ายก็ต้องแต่งงานมีลูกแล้วกลับไปดูแลครอบครัวอยู่ดี สู้รีบหาคนแต่งงานด้วยไม่ดีกว่าเหรอ จะออกมาทำงานทำไม?”
ฉีเหยาโมโหขึ้นมา “สารเลวขนาดนั้นเลยเหรอ? แล้วเธอตอบว่าไง?”
สวี่เยว่ยกน้ำขึ้นดื่มอึกหนึ่ง “ฉันบอกว่า ถ้าพูดแบบนั้น งั้นคุณเองก็ต้องตายอยู่ดี แล้วจะมาสัมภาษณ์งานที่นี่ทำไม? ทำไมไม่รีบหาที่ฝังตัวเองไปซะล่ะ?”
ฉีเหยาหัวเราะขึ้นมาอีกครั้ง พลางตบโต๊ะไปด้วย “สุดยอด ต้องสวนแบบนี้แหละ!”
ตอนนี้พอสวี่เยว่นึกถึงเรื่องนั้นก็ยังอดขำไม่ได้ “เธอไม่ได้เห็นสีหน้าเขา ทำหน้าเหมือนกินขี้เข้าไปจริง ๆ ตอนนั้นฉันโมโหแทบตาย หางานก็ไม่ราบรื่นอยู่แล้ว ยังต้องมาเจอคนแบบนี้อีก ตอนนั้นฉันคิดว่า ช่างมันเถอะ อย่างมากก็ไปหางานขายบ้านขายรถทำ ยังดีกว่าต้องมาเจอไอ้โง่แบบนั้น”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ? เธอได้งานปัจจุบันมายังไง?”
พอสวี่เยว่พูดถึงเรื่องนี้ บนใบหน้าก็ยังมีแววเหมือนฝันอยู่หลายส่วน “ตอนนั้นบริษัทอยู่ชานเมือง สัมภาษณ์เสร็จก็ค่อนข้างดึกแล้ว รถเมล์กลับเข้าเมืองยังไปชนกับรถคันอื่นจนพัง ฉันรออยู่นานมาก เห็นทีท่าจะซ่อมไม่เสร็จ ฟ้าก็ใกล้มืดแล้ว เลยใช้แผนที่ในมือถือเดินไปป้ายรถเมล์อีกแห่ง แล้วฝนก็เทลงมาอย่างหนัก”
“ตอนนั้นฉันไม่ได้พกร่มมาด้วย เปียกไปทั้งตัว รถเมล์เที่ยวถัดไปก็ต้องรออีกสี่สิบกว่านาที พอดีมีรถหรูคันหนึ่งขับผ่านแล้วสาดน้ำใส่ฉันทั้งตัว ฉันรู้สึกว่าตัวเองซวยสุด ๆ จนอดตะโกนออกมาไม่ได้ว่า แค่หางานทำ ทำไมมันยากขนาดนี้!”
“ใครจะไปรู้ว่าหัวหน้าคนปัจจุบันของฉันก็ตะโกนขึ้นมาข้าง ๆ ว่า รับสมัครคนสักคน ทำไมมันยากขนาดนี้เหมือนกัน พวกเราสบตากัน พูดตามตรง ตอนแรกฉันนึกว่าเขาเป็นมนุษย์เงินเดือนที่โดนบีบจนใกล้คลั่งเหมือนกัน เขาก็เปียกโชกไปทั้งตัว ดูเหมือนคนที่ยังมีชีวิตแต่ใจตายไปแล้ว ฉันถึงได้คิดอะไรแผลง ๆ แล้วชวนเขาคุยก่อน”
ฉีเหยาถามต่อ “แล้วเขาก็เสนองานเงินเดือนสี่หมื่นให้เธอเหรอ?”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่เลย เธอรู้ไหมว่าเขาพูดว่าอะไร?”
“อะไรเหรอ?”
สวี่เยว่พอนึกถึงตอนนี้ก็ยังอดขำไม่ได้ “เขาบอกว่า สวัสดิการบริษัทเราดีมาก ขอแค่เข้าทำงาน อยากได้อะไรก็ได้ทั้งนั้น ต่อให้อยากได้บุญกุศลก็ยังได้ หรือถ้ามีศัตรูที่เห็นแล้วขัดตา บริษัทเราก็ช่วยสั่งสอนให้ได้เหมือนกัน”
“ตอนนั้นฉันฟังแล้วเอ๋อไปเลย คิดว่าคนที่เจอคงไม่ใช่มนุษย์เงินเดือนที่ถูกบีบจนใกล้คลั่ง แต่เป็นคนบ้าแทน”
