กลับจากหนานทงถึงหอพัก ฟ่านเซิ่งเหมยไม่ได้รีบล้มตัวลงนอน เธอยืนอยู่กลางห้องพักแคบ ๆ อาศัยแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหน้าต่าง มองมือทั้งสองข้างของตัวเองที่เพิ่งลงมือแก้แค้นสำเร็จ
ความขุ่นหมองในใจซึ่งมีต้นตอมาจากครอบครัวเดิมยังไม่จางหายไปทั้งหมด ความเกลียดชังที่มีต่อตระกูลฟ่านเปรียบดังหนามที่ฝังลึกอยู่ในใจ แม้จะถอนออกไปแล้ว แต่หลุมว่างเปล่าที่เหลืออยู่ก็ยังคงปวดแปลบเป็นระยะ
เธอวูบกายเข้าไปในมิติ
เมื่อเดินเข้าไปในห้องดำภายในมิติ ก็เห็นฟ่านเซิ่งอิงนอนหมดสติอยู่ข้างใน ฟ่านเซิ่งเหมยค่อย ๆ ก้าวเข้าไปใกล้ มองใบหน้าน่ารังเกียจชวนขยะแขยงที่ตอนนี้แดงระเรื่ออย่างผิดธรรมชาติจากฤทธิ์ยา
“ฟ่านเซิ่งอิง...” เธอเรียกเสียงเบา ทว่าน้ำเสียงกลับไร้ซึ่งความอบอุ่นแม้แต่น้อย
เธอปลดแส้หนังสีดำเส้นหนึ่งลงมาจากผนัง ตัวแส้เรียวยาวและเปล่งประกายเย็นเยียบ นี่คือของที่เธอได้จากการเช็คอินในโลกยุทธภพแห่งหนึ่ง ภายนอกดูธรรมดา แต่เมื่อฟาดลงบนร่างคน จะทำให้เจ็บปวดลึกถึงกระดูก ทว่าผิวหนังกลับไม่ทิ้งร่องรอยไว้
“เพียะ!”
แส้แรกฟาดลงบนต้นขาของฟ่านเซิ่งอิง
ชายที่หมดสติสะดุ้งทั้งตัว ส่งเสียงครางอู้อี้ออกมา
“เพียะ! เพียะ! เพียะ!”
แส้ฟาดลงมาราวกับสายฝน ทุกครั้งล้วนหลบเลี่ยงจุดสำคัญได้อย่างแม่นยำ แต่กลับสร้างความเจ็บปวดแสนสาหัส ร่างของฟ่านเซิ่งอิงเริ่มกระตุก แม้จะหมดสติอยู่ น้ำตาที่ร่างกายหลั่งออกมาตามธรรมชาติก็ยังซึมจากหางตา
