ตอนที่ 4 ถูกน้องสามีว่าเป็นคนบ้านนอกไร้มารยาท?
ซูเถียนหันไปเห็นเด็กสาวสองคน
หนึ่งในนั้นเดินเข้ามาหาพวกเธอด้วยแววตาเป็นประกาย เธอคือลูกสาวคนเล็กของลู่เจิ้งกั๋ว หลูเจียว อายุ 18 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีสุดท้าย (ระบบการเรียน 5-2-2 เพิ่งเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 69 ก่อนหน้านี้เป็นระบบ 6-3-3)
“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ พวกพี่มาซื้อของเหมือนกันเหรอคะ” หลูเจียวพูดพลางจะควงแขนซูเถียนอย่างเป็นกันเอง
ซูเถียนไม่อยากให้เธอแตะตัว จึงเอียงตัวหลบ
หลูเจียวชะงัก “พี่สะใภ้?”
ซูเถียนพยักหน้าน้อย ๆ แล้วหันไปจ่ายเงินต่อ หนึ่งร้อยสี่สิบหยวน บวกคูปองอุตสาหกรรมอีก 22 ใบ รวมกันเป็นปึกเล็ก ๆ ส่งให้พนักงานขาย
พนักงานขายรับไปนับจำนวน ตรวจดูว่าไม่มีปัญหาแล้วก็ออกบิล สอดบิลกับเงินและคูปองหนีบไว้กับคลิปหนีบลวดบนหัว “ฟิ้ว” ดังขึ้นแล้วรูดไปยังเคาน์เตอร์เก็บเงินที่อยู่ไกลออกไป
หลูเจียวมองเงินปึกหนานั้น เล็บแทบจะจิกลงไปในฝ่ามือ ในใจก็พลุ่งพล่านไปด้วยความอิจฉา
อีนี่บ้านนอก ต้องเป็นเพราะเห็นแก่เงินพี่ชายเธอแน่ ๆ!
เพิ่งแต่งงานวันแรก ก็ใช้เงินพี่ชายเธอตั้งมากมาย นังสารเลว! เธอจะกลับไปบอกแม่ให้ดี สั่งสอนมันให้หลาบจำ ว่าใช้เงินพี่ชายอย่างมือเติบแบบนี้ไม่ได้!
เพื่อนที่มาด้วยกันกับหลูเจียวมองเห็นรองเท้าหนังสีแดงสวยในมือซูเถียนแวบเดียว ก็สะกิดหลูเจียว
“เจียวเจียว ดูเร็ว รองเท้าหนังในมือพี่สะใภ้เธอสวยจังเลย!”
หลูเจียวก็เห็นเหมือนกัน ตาเป็นประกาย และยังสังเกตว่าซูเถียนซื้อรองเท้ามาสี่คู่ ในนั้นมีรองเท้าหนังผู้หญิงสองคู่ รองเท้าหนังบุผ้าคู่หนึ่งกับรองเท้าส้นสูงคู่หนึ่ง ต้องเป็นของเธอกับแม่เธอแน่ ๆ
จึงเข้าไปทันที
“พี่สะใภ้ รองเท้าคู่นี้พี่จะให้ฉันใช่ไหมคะ ขอบ—”
มือหลูเจียวยังไม่ทันถูกตัวรองเท้า ลู่เฉินก็หยิบถุงหลบไปเลย เหลือบมองเธอแค่แวบเดียว “จะแตะอะไร ไม่ใช่ของเธอ”
หน้าหลูเจียวแดงก่ำขึ้นทันที
“พี่ใหญ่! พี่หมายความว่าไง?”
“ก็ตามที่พูดนั่นแหละ นี่ของพี่สะใภ้เธอ เธอจะมายุ่งอะไร ไม่มีมารยาท! ฉันกับพี่สะใภ้เธอจะซื้อของอีก มีธุระอะไรก็ไปเดินเอง”
พูดจบก็ไม่สนใจเธออีก จูงมือภรรยาตรงไปที่เคาน์เตอร์ขายหมวก
ทิ้งให้หลูเจียวตัวสั่นด้วยความโกรธ
“เจียวเจียว นั่นพี่ชายแท้ ๆ ของเธอแน่เหรอ ทำไม—”
ยังไม่ทันที่เพื่อนจะพูดจบ หลูเจียวก็ตวัดสายตาขู่ใส่ทันที
มองดูสองคนข้างหน้าท่าทางมีความสุข หลูเจียวหรี่ตาลง “พอแล้ว ฉันมีธุระต้องกลับก่อน เธอเดินเองเถอะ!”
ซูเถียนนังสารเลวนี่ ใช้เงินพี่ชายเธอ แล้วยังไม่ยอมซื้อรองเท้าให้เธอสักคู่ แถมพี่ชายเธอก็ทำไม่ไว้หน้าเธอต่อหน้าเพื่อนแบบนี้
เธอจะกลับไปบอกพ่อกับแม่เดี๋ยวนี้
ให้พวกเขายึดของที่ซื้อมาวันนี้ให้หมด!
หึ! แค่พวกบ้านนอกจะคู่ควรใส่รองเท้าดี ๆ แบบนั้นได้ไง!
สายตาคู่นั้นจากข้างหลังราวกับคมมีด ซูเถียนจะไม่รู้สึกได้อย่างไร เธอยิ้มแล้วมองไปทางผู้ชายข้างตัว “โกรธขนาดนี้ ว่าไหมเธอจะกลับไปฟ้อง หาคนมาเป็นธุระให้?”
ลู่เฉินมองแผ่นหลังที่เดินจากไปของหลูเจียว บีบมือภรรยาเบา ๆ “หาคนมาก็ไม่มีประโยชน์ แยกบ้านแล้ว ฉันไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ เงินก็เป็นของเธอ ตัวฉันเองไม่มีสักแดง มาจ้องสินสอดของลูกสะใภ้ พวกเขากล้าเหรอ? ไม่ต้องห่วง ถ้าพวกเขาพูดอะไร เธอโยนมาให้ฉันได้เลย”
ซูเถียนก็แค่ถามดู เธอบีบมือผู้ชายตอบ
“สบายใจได้ รับมือกับพวกขี้ตื๊อขี้โม้อย่างพ่อแกกับแม่เลี้ยงแก ฉันมีวิธีเต็มไปหมด เธอก็ตั้งใจทำงานไปทุกวัน ฉันรับรองให้พวกเขาพูดไม่ออก!”
ก็แต่ยุคนี้ให้ความสำคัญกับความกตัญญูมาก
ไม่กตัญญูต่อพ่อแม่ไม่ใช่แค่ปัญหาศีลธรรม แต่เป็นปัญหาทางการเมืองที่ร้ายแรง
ใครถูกป้ายป้ายว่า “อกตัญญู” ก็เท่ากับชีวิตทางการเมืองจบสิ้น แถมอาจถึงขั้นตกงาน หนัก ๆ เข้าก็อาจถูกส่งไปใช้แรงงานในชนบท
ซูเถียนย่อมไม่ยอมให้ลู่เฉินต้องแบกรับชื่อเสียงว่าไม่กตัญญู
เรื่องราวในบ้านสกุลลู่ ลู่เฉินเล่าให้เธอฟังตั้งแต่ก่อนแต่งงานแล้ว ไม่ใช่เธอเข้าข้างผู้ชายของตัวเอง ต่อให้คนนอกมอง ลู่เฉินที่มีต่อตระกูลลู่น่ะ ก็จัดว่าทำดีที่สุดแล้ว สมควรแก่ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีแล้ว
กลับกัน พวกสกุลลู่ทั้งบ้านเป็นหมาขาวตาดำ โลภไม่รู้จักพอ แทบอยากจะฉีกกระชากลู่เฉินกินเสียให้สิ้นซาก!
“จริงสิ เมื่อก่อนฉันให้เธอคอยสังเกตที่ซ่อนเงินของพ่อเธอ เรื่องนี้เธอใส่ใจไว้หรือเปล่า?”
ลู่เฉินไม่รู้ว่าทำไมภรรยาสาวถึงอยู่ ๆ ก็เปลี่ยนเรื่องมานี่ แต่ก็พยักหน้า “อืม ในห้องนอนเขามีตู้ไม้หนานมู่ที่ได้มาแลกเปลี่ยน แล้วใส่กุญแจไว้ ลูกกุญแจไม่เคยถอดห่างตัว ของมีค่าพื้น ๆ ก็เก็บไว้ในนั้นหมด”
“ตู้ใหญ่แค่ไหน?” ถ้าไม่ใหญ่ เธอจะหาจังหวะเก็บเข้ามิติเลย แล้วจัดฉากให้เหมือนถูกขโมยขึ้นบ้าน
ลู่เฉินนึกอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบ “ค่อนข้างใหญ่ ตอนนั้นต้องหาคนมาสามสี่คน ทุบวงกบประตูออกบางส่วนถึงยกเข้าไปได้”
ซูเถียนฟังแล้วรู้สึกผิดหวัง
งั้นดูท่าจะเอาตู้หนานมู่เก็บเข้ามิติตรง ๆ ไม่ได้แล้ว
ถึงเธอจะมีมิติมาตั้งแต่เด็ก แต่ก็ใช้อย่างระมัดระวังมาตลอด ถึงยุคนี้จะไม่มีกล้องวงจรปิด แต่คนยุคนี้ก็ไม่ใช่คนโง่ ฉลาดล้ำลึกกันทั้งนั้น
ถ้าตู้หนานมู่ใหญ่ขนาดนั้นหายไปดื้อ ๆ ลู่เจิ้งกั๋วต้องโวยวายแน่ ถึงตอนนั้นคนในซอยคงถูกพาไปสอบสวนที่สถานีตำรวจกันหมด
ป่านฉะนี้หากนางเอกข้ามเวลามาจริงตอนหิมะแรกตก
ได้ยินข่าวนี้ คนอื่นอาจนึกไม่ถึงในทันที แต่นางเอกคงเชื่อมโยงไปถึงมิติได้อย่างรวดเร็ว เพราะนางเอกจะคิดว่า ตัวเองยังข้ามเวลาได้ การมีมิติก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก
ซูเถียนไม่อยากให้ตัวเองต้องตกอยู่ในอันตราย
แต่เธอก็จะไม่ปล่อยลู่เจิ้งกั๋วไปง่าย ๆ ดูท่าเธอคงต้องหาจังหวะเอากุญแจมาจากตัวลู่เจิ้งกั๋วก่อน แล้วค่อยลงมือ
ไม่จำเป็นต้องรีบ ยังไงก็อยู่ในซอยเดียวกัน ยังกลัวว่าเงินเธอจะงอกขาหนีหายไปไหนรึไง
แต่ว่าข้อมูลก็ต้องสืบให้ชัดเจน
“ลู่เฉิน กุญแจตู้ของพ่อเธอ ตอนอาบน้ำเขาจะถอดออกไหม?” ซูเถียนถามพลางกะพริบตาปริบ ๆ ความคิดแทบจะฉายชัดบนใบหน้า
ลู่เฉินเห็นแล้วแววตาก็มีรอยยิ้ม “ฉันไม่เคยไปอาบน้ำกับเขา ไม่รู้ว่าตอนอาบน้ำเขาจะถอดกุญแจหรือเปล่า แต่ลู่ไข่ตอนแช่น้ำจะถอดกุญแจ”
ซูเถียนตาเป็นประกาย “เธอจะบอกว่าลู่ไข่มีกุญแจตู้ของพ่อเธองั้นสิ?”
ลู่เฉินพยักหน้า “กุญแจน่าจะเป็นอันที่เขาแอบไปทำลูกมาเอง แต่พ่อก็รู้ แค่ไม่ว่า”
ซูเถียนบอกทันที “งั้นเธอหาทางไปทำกุญแจให้ฉันสักดอกสิ! ฉันบอกเลยนะ เรื่องนี้เธอต้องใส่ใจ ทำให้ฉันเร็ว ๆ!”
“เธอจะแอบเข้าห้องด้านตะวันตกไปเอาเงิน?”
ซูเถียนเชิดหน้าขึ้น น้ำเสียงแผ่วต่ำแล้วหม่น “ยังไงล่ะ ไม่ได้รึไง? ตาแก่เลวนั่นขูดรีดเงินเธอไปเท่าไหร่? หึ! ตอนยังไม่ได้แต่งด้วยก็แล้วไป ตอนนี้ฉันแต่งกับเธอแล้ว ของเธอก็คือของฉัน หมายความว่าเงินที่ตาแก่เลวนั่นล็อกในตู้ไว้ก็คือเงินของฉัน ฉันก็ต้องเอาคืนสิ!”
ลู่เฉินมองด้วยแววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความตามใจและความรักใคร่ “อืม ของฉันทั้งหมดก็คือของเธอ กุญแจฉันจะรีบหาให้เธอ แต่อย่างหนึ่ง ไม่ว่าเธอจะทำอะไร ขอให้มั่นใจว่าตัวเองปลอดภัยก่อน!”
“ไม่ต้องห่วง!”
หลังจากนั้นทั้งสองก็ซื้อหมวกให้หลานชาย ซื้อเข็มขัดหนังให้พี่ใหญ่ ซื้อผ้าดาครอนให้พี่สะใภ้ ซื้อนาฬิกาปลุกเล็ก ๆ ให้น้องชาย จะได้ปลุกให้ตื่นตอนเช้าสะดวก
สุดท้ายตอนซื้อบุหรี่กับเหล้าให้พ่อเธอ ซูเถียนก็ซื้อเพิ่มอีกหนึ่งชุด
ตอนทั้งสองออกจากห้างสรรพสินค้า ในมือก็หิ้วของเต็มไปหมด
ลู่เฉินไปหาเชือกมามัดของไว้ในตะกร้าหน้ารถจักรยาน ที่เหลือทั้งบุหรี่และเหล้าก็แขวนไว้ที่แฮนด์ แล้วจึงพาภรรยาสาวขี่กลับบ้าน
ถึงซอยตอนฟ้ามืดแล้ว
คนทำงานก็เลิกงานกันแล้ว เสียงทำกับข้าว เสียงพูดคุยของบ้านแต่ละหลัง ครึกครื้นยิ่งนัก
เพิ่งเข้าประตู ซูเถียนก็เห็นยายแก่ผมขาวโพลนคนหนึ่ง นั่งยอง ๆ อยู่ข้างกำแพงใช้เศษกระเบื้องถูมันฝรั่งอยู่ พอได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้นมอง
ยายยิ้มแล้วพูด “เสี่ยวเฉิน พวกเธอกลับมาแล้วเหรอ”
“ครับคุณยายสวี่ นี่ภรรยาผม เสี่ยวซู เถียนเถียน นี่คือคุณยายสวี่ครับ” ลู่เฉินแนะนำ
ซูเถียนทักทายอย่างนอบน้อม “สวัสดีค่ะคุณยายสวี่ หนูชื่อซูเถียนค่ะ คุณยายจะเรียกเสี่ยวซูหรือเถียนเถียนก็ได้นะคะ”
คุณยายสวี่วางมันฝรั่งกับที่ขูดลง เอาผ้าเช็ดมือก่อนแล้วจึงเข้าไปจับมือซูเถียนไว้ ในแววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู “หนูนี่ช่างดูดีจริง ๆ เสี่ยวเฉินนี่สายตาดีนะ เสี่ยวซูเอ๋ย ยายบอกให้นะ เสี่ยวเฉินเป็นเด็กดี พวกเธอสองคนประคับประคองกันดี ๆ นะ เสี่ยวเฉินเด็กคนนี้ลำบากมามากตั้งแต่น้อย เธอช่วยทะนุถนอมเขามากหน่อย ส่วนเสี่ยวเฉินก็เหมือนกัน แต่งงานแล้วก็ต้องดูแลภรรยาให้ดี ดูแลบ้านของตัวเองให้ดีถึงสำคัญที่สุด รู้ไหม”
ซูเถียนยิ้มรับ “คุณยายสวี่สบายใจได้นะคะ หนูกับเขาจะไปด้วยกันได้ดีค่ะ”
ลู่เฉินก็พยักหน้า “ครับ ผมจะดูแลเถียนเถียนอย่างดี”
“ดีแล้ว ดีแล้ว เอาล่ะ จะได้กินข้าวเย็นกันแล้ว ยายไม่หน่วงพวกเธอไว้หรอก ไว้วันหลังค่อยมาหายายพูดคุยกัน”
ซูเถียนยิ้มพลางพยักหน้า ระหว่างนั้นก็หยิบลูกอมแข็งหนึ่งกำมือจากห่อกระดาษที่แขวนอยู่แฮนด์รถของลู่เฉินยัดใส่มือคุณยายสวี่
“ค่ะคุณยายสวี่ พรุ่งนี้ไปเยี่ยมพ่อแม่กลับมาก่อน หนูค่อยมาหาคุณยายพูดคุยนะคะ นี่คือลูกอมงานแต่งของหนูกับลู่เฉิน ให้คุณยายพลอยได้เฮง ๆ ไปด้วย”
ป้าจางบ้านข้าง ๆ ได้ยินเสียงก็เดินออกมา
“โอ้โห วิศวกรลู่กับเจ้าสาวกลับมาแล้ว”
ลู่เฉินก้มลงแนะนำให้ซูเถียนรู้จัก ซูเถียนก็ยิ้มแล้วหยิบลูกอมงานแต่งยัดใส่มือป้าจางหนึ่งกำมือ ทั้งสามคนพูดคุยหัวเราะกันเดินเข้าซอยด้านในเพื่อแจกลูกอมงานแต่ง
ผลปรากฏว่าเพิ่งแจกไปได้สองบ้าน ก็ได้ยินเสียงแสนขัดหูเสียงหนึ่ง
“หึ! พี่ใหญ่พี่สะใภ้กลับมาตั้งแต่หัววันเลยนะ ยัยเจ้าสาวใหม่ที่เพิ่งข้ามประตูมา ไม่ทำกับข้าว ไม่ต้มน้ำ ได้แต่ล่อลวงให้พี่ชายฉันใช้เงินซื้อนั่นซื้อนี่ ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ยอมเรียกพ่อกับแม่สักคำ ท่าทางบ้านนอกจริง ๆ ไม่มีมารยาทเอาซะเลย!”
……