ใกล้ยามเที่ยง แดดเปี่ยมร้อนพิษระยำ
ฝ่ายกองทัพเหลียวเห็นทีวิ่งมาจนเหนื่อยหอบพอสมควร บัดนี้กำลังหมอบอยู่ใต้ร่มไม้ห่างออกไปหลายร้อยก้าว ก่อไฟหุงหาอาหาร เห็นได้ชัดว่าตั้งใจล้อมให้พวกนี้หิวตายในกำแพงนี้
“ลุง! ยังไม่ทันที่พวกสุนัขเหลียวพวกนั้นจะได้กิน รีบหนีซะ!”
เขาบัดนี้รีบให้หยางจือฉีพาผู้บัญชาการกับหัวหน้าหมู่ทหารหลายนายปีนข้ามกำแพงหลังออกไป
เพื่อความรอดพ้นปลอดภัย หลิวเจายังแยกม้าศึกที่ยึดมาได้ออกมาสิบตัว โดยเลือกเอาแต่ตัวอ้วนสมบูรณ์แข็งแรง ส่งบังเหียนใส่มือหยางจือฉีแล้วกล่าวว่า
“ลุง ม้าพวกนี้ของไว้ให้ลุงกับท่านหัวหน้าทุกนายใช้เป็นพาหนะ ช่วงเวลาคับขันยังช่วยชีวิตไว้ได้!”
หยางจือฉีซึ้งใจจนพูดไม่เป็นภาษา โดดขึ้นคอม้า แล้วก็ย้ำเตือนหลิวเจาไม่หยุดหย่อนให้ต้องรอดกลับไปให้ได้
หลิวเจากลับแอบเข้าไปกระซิบข้างหู ลดเสียงต่ำลงว่า “ลุง หลานครั้งนี้ในสมรภูมิ…สร้างเรื่องใหญ่เกินไปหน่อย เสียงดังมากเหลือเกิน”
หยางจือฉีมองสำรวจม้าศึกหลายร้อยตัวรอบ ๆ จึงพยักหน้าช้า ๆ ชายคนนี้ฝีมืออ่อน แต่ไม่ได้โง่ ม้าหลายร้อยตัวแบบนี้จะไปเก็บมาได้ทั้งกองเชียวหรือ?
หลิวเจาถอนใจด้วยสีหน้าสุจริต “หลานกลัวว่าต่อไปถงกวั่นจะลากหลานขึ้นสมรภูมิไปรับผิดอีก เพราะคนอื่นพากันแตกพ่ายถอยทัพหมด มีแต่หลานผู้เดียวที่โดดเด่นเกินหน้าก็ไม่ค่อยดี!
เหตุนี้หลานคิดว่า ถ้าครั้งนี้รอดมาได้ด้วยดวง หลานจะมุดกลับบ้านเก่าแถบซานตงไปหาเนินเขาลึก ๆ ซ่อนตัวอยู่ยะสักระยะ พอฝ่ายลุงตกผลึกเรียบร้อย หลานค่อยไปหาก็ยังไม่สาย!”
หลิวเจาพูดจบก็จ้องมองหยางจือฉีด้วยสีหน้าจริงใจ
หยางจือฉีฟังแล้วมิได้เคลือบแคลง กลับรู้สึกว่าหลานชายใหญ่คนนี้เป็นคนรู้จักเหตุการณ์แหลมคม จึงล้วงเอาแผ่นตราทองแดงหนักอึ้งจากอกเสื้อออกมา ยัดใส่มือหลิวเจา
