ความรู้สึกมึนงงราวกับโลกหมุนคว้างพลันจางหายไป แทนที่ด้วยสัมผัสแข็งกระด้างที่กดทับจนเอวและหลังเจ็บระบม อีกทั้งยังมีกลิ่นฝุ่นจาง ๆ ปะปนกับกลิ่นหญ้าแห้งและมูลสัตว์ลอยอบอวลในอากาศ แตกต่างจากกลิ่นสะอาดเย็นเยียบในโกดังเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
ซูชิงหว่านมองไปรอบ ๆ สิ่งที่เห็นคือท้องฟ้าสีเทาหม่น แสงอาทิตย์ยามเย็นถูกเมฆดำตรงขอบฟ้าบดบังไปกว่าครึ่ง เหลือเพียงแสงริบหรี่ไม่กี่สายสาดลงบนถนนดินขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ
ตอนนี้เธอกำลังนั่งอยู่บนเกวียนพื้นกระดานเก่า ๆ ใต้ตัวรองด้วยหญ้าแห้งบาง ๆ ชั้นหนึ่ง เกวียนลากด้วยวัวแก่สีเหลืองตัวผอมโซจนเห็นกระดูก ล้อบดไปตามถนนดินส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดหู ทุกครั้งที่เกวียนกระเด้ง ร่างของเธอก็สะเทือนจนแทบเหมือนกระดูกจะหลุดออกจากกัน
บนเกวียนบรรทุกสัมภาระไว้เต็มคัน แต่คนที่นั่งอยู่มีแค่เธอคนเดียว ชวนให้กระอักกระอ่วนไม่น้อย
เมื่อมองไปด้านหลัง ห่างจากเกวียนราว 30 เมตร มีชายสามหญิงสองคนกำลังเดินอย่างเหน็ดเหนื่อย ดูแล้วทุกคนอายุไม่ถึง 20 ปี
นักเรียนชายร่างสูงกับนักเรียนหญิงผิวขาวคนหนึ่งแต่งกายดูดีกว่า ไม่มีรอยปะ ส่วนอีกสามคนสวมเสื้อผ้าผ้าสีเทาอมฟ้าที่มีรอยปะ ใบหน้าซีดเหลือง ผอมแห้งกันทุกคน แววตาเต็มไปด้วยความหวั่นใจและสับสนต่อสิ่งที่ยังไม่รู้
ไม่ต้องเดาก็รู้ คนเหล่านี้คงเป็นปัญญาชนที่ถูกส่งมาอยู่ชนบทพร้อมกับเธอ และถูกจัดสรรให้ไปอยู่กองผลิตเฉียนจิ้น
“ฟื้นแล้วเหรอ สบายจริงนะ พวกเราต้องเดินจนแทบขาดใจ ส่วนเธอนอนอยู่บนเกวียนเป็นคุณหนู ลืมไปแล้วหรือไงว่ามาชนบทเพื่อรับการอบรม?” หญิงสาวผิวคล้ำผอมแห้งอีกคนพูดอย่างไม่พอใจ ก่อนจะจ้องเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวใหม่เอี่ยมของซูชิงหว่าน รวมถึงผิวขาวราวไข่ที่ปอกเปลือกแล้วด้วยแววตาอิจฉา
“นั่นสิ เป็นปัญญาชนเหมือนกันแท้ ๆ ทำไมเธอถึงได้นั่งเกวียน ส่วนพวกเราต้องเดินกันล่ะ” หญิงสาวผิวขาวเอ่ยคล้อยตาม จากนั้นก็หันไปมองชายชราผู้ขับเกวียน “ลุงคะ แบบนี้ไม่ยุติธรรมเกินไปแล้ว ตอนนี้เธอฟื้นแล้ว ก็ควรถึงตาพวกเรานั่งบ้างสิคะ”
น้ำเสียงหยิ่งยโส ไม่เหมือนกำลังถาม แต่เป็นการซักไซ้ราวกับเรื่องนี้ต้องเป็นไปตามที่เธอพูดอยู่แล้ว
พวกผู้ชายไม่ได้พูดอะไร ทว่าสีหน้าก็ดูเหมือนกำลังรอดูเรื่องสนุกอยู่ไม่น้อย
แต่ลุงก็คือลุง ไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้ใครรังแกได้ง่าย ๆ “ยังอยากนั่งเกวียนอีกเหรอ ไม่เห็นหรือไงว่าวัวเหนื่อยจนแทบหมดแรงแล้ว ที่นี่วัวมีค่ากว่าคนเสียอีก ถ้าเด็กผู้หญิงคนนี้ไม่เป็นลม ก็ไม่มีทางได้นั่งหรอก เห็นพวกเธอเป็นปัญญาชนที่ลงชนบทมาด้วยกัน ทำไมไม่มีน้ำใจเห็นอกเห็นใจกันบ้าง”
ซูชิงหว่านไม่ได้ถือสาเรื่องนี้นัก แต่พอได้ยินคำพูดเหล่านั้น เธอก็เข้าใจแล้วว่าตัวเองทะลุมิติมาจริง ๆ! ในเวลาเดียวกัน ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็พรั่งพรูเข้ามาในหัวไม่ขาดสาย ราวกับคลื่นน้ำหลาก
เจ้าของร่างเดิมเป็นลูกสาวตระกูลซู ตระกูลนายทุนฝ่ายแดงที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเมืองอันเฉิง บังเอิญว่าชื่อซูชิงหว่านเหมือนกัน เธอได้รับความรักและเอาใจใส่จากคนในครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก เรียกได้ว่าเกิดมาคาบช้อนทองและเติบโตมาในกองเงินกองทอง เป็นคุณหนูตัวน้อยที่ได้รับการทะนุถนอม
ตระกูลซูทำมาค้าขายอย่างถูกกฎหมายมาหลายชั่วอายุคน มีทรัพย์สินมากมาย แต่เพราะไปขวางทางทำมาหากินของคู่แข่ง จึงถูกใส่ร้ายป้ายสีอย่างมุ่งร้าย จดหมายร้องเรียนปลอม ๆ ถูกส่งขึ้นไปทีละฉบับ ข้อหา “ชนชั้นเอารัดเอาเปรียบ” และ “แอบซ่อนทรัพย์สิน” ถูกยัดเยียดใส่หัวอย่างหนัก ข่าวลือว่าจะถูกยึดทรัพย์และส่งไปชนบททวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนทั่วทั้งตระกูลซูปกคลุมด้วยความทุกข์ระทม
ซูชิงหว่านเป็นคุณหนูแสนรักที่ตระกูลซูทะนุถนอมประหนึ่งไข่ในหินมานาน 18 ปี ตั้งแต่เล็กก็มีชีวิตหรูหรากินดีอยู่ดี ทั้งพิณ หมากล้อม อักษร และภาพวาด ล้วนร่ำเรียนมาครบถ้วน ผิวขาวราวหยกเนื้อดี คิ้วตาอ่อนหวานประณีต พูดจาเสียงเบานุ่มนวล แม้แต่งานหนักก็ไม่เคยแตะต้อง เรียกได้ว่าเป็นดอกไม้ในเรือนกระจกอย่างแท้จริง
พ่อกับแม่ของซูชิงหว่านไม่อยากให้ลูกสาวต้องพลอยเดือดร้อนไปกับครอบครัว จึงรีบขายภาพเขียนและทองคำแท่งที่เก็บสะสมไว้ในคืนเดียว ขอความช่วยเหลือจากคนรู้จักทุกช่องทาง แล้วรีบส่งชื่อเธอเข้าร่วมโครงการลงชนบทก่อนเอกสารคำสั่งอย่างเป็นทางการจะออกมา สถานที่คือกองธงแดง สหกรณ์ประชาคมหงซิง อำเภอชิงซาน เมืองซงเหอ ขอเพียงให้เธอหลบพ้นวิกฤตครั้งนี้และมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยก็พอ
