เจียงซุ่ยเดินลงบันได ก็พอดีเจอหลัวตงเซียงกำลังนั่งรับประทานอาหารเช้าอย่างสง่างาม
บนโต๊ะมีอาหารวางอยู่มากมาย ทั้งเกี๊ยวนึ่งหลากชนิด ซาลาเปาลูกเล็กสีขาวนวลหอมกลิ่นนม เสี่ยวหลงเปาแป้งบางใส โจ๊กผักที่มีสารอาหารครบถ้วน รวมถึงขนมปัง ไส้กรอก และเบคอนทอดกรอบแบบตะวันตก
หลัวตงเซียงชำเลืองมองเจียงซุ่ย แล้วพูดเสียงเรียบว่า “วันนี้ตื่นเช้าดีนี่”
เจียงซุ่ยก้มหน้า พูดเสียงเบาอย่างขลาด ๆ ว่า “เพราะฉันรีบน่ะค่ะ ไม่รู้ว่าคุณตัดสินใจได้หรือยัง”
หลัวตงเซียงดื่มโจ๊กไปสองคำ ปล่อยให้เจียงซุ่ยรอจนพอใจแล้วถึงค่อยพูดช้า ๆ ว่า “กินข้าวเช้าเสร็จแล้ว เราไปเซ็นสัญญากัน”
เจียงซุ่ยดีใจขึ้นมาทันที ห้าล้านเชียวนะ!
ในที่สุดเธอก็มีเงินซื้อของมาตุนแล้ว!
เพราะดีใจมาก เจียงซุ่ยจึงกินอาหารเช้าเพิ่มไปอีกชาม
หลัวตงเซียงกินอาหารเช้าเสร็จแล้ว กำลังตรวจดูกล่องเก็บความเย็นสีน้ำเงินใบหนึ่ง ข้างในคือปลาทะเลราคาแพงที่จับได้เมื่อคืนและส่งมาทางเครื่องบินตั้งแต่เช้า
เธอเปิดฝาออก ไอเย็นก็พวยพุ่งออกมาทันที
บนกองน้ำแข็งบดหนา ๆ มีอาหารทะเลสดใหม่หน้าตาน่ากิน ทั้งปลาสองตัวกับหอยเม่นอีกหลายตัว
หลัวตงเซียงเหลือบมองเพียงแวบเดียวก็พอใจ ปิดฝากล่องแล้วสั่งให้แม่บ้านนำปลาไปไว้ในครัว
ทั้งเธอและแม่บ้านต่างไม่ทันสังเกตว่า อีกด้านหนึ่งของปลาตัวหนึ่งมีดวงตาสีดำวาวงอกเรียงเป็นแถวอย่างผิดรูป แน่นขนัดราวกับผลองุ่นดำที่ถูกบี้จนแบน
หลังอาหารเช้า เจียงซุ่ยเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วไปสำนักงานทนายความแห่งหนึ่งกับหลัวตงเซียง
หลัวตงเซียงไม่เชื่อถือข้อตกลงของเจียงซุ่ย จึงหาทนายความฝีมือดีมาอีกคน ให้ร่างสัญญาฉบับใหม่ที่รัดกุมและเข้มงวดยิ่งกว่าเดิม เพื่อไม่ให้เจียงซุ่ยมีโอกาสเปลี่ยนใจ จากนั้นก็เฝ้าดูเจียงซุ่ยเซ็นสัญญาด้วยตัวเอง
