เจียงซุ่ยอธิบายซ้ำอย่างใจเย็น “ตอนนี้ไฟดับ ไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไร ฉันไม่ได้ซื้อไฟฉายกับเทียนไว้ แบตมือถือก็อยู่ได้อีกไม่นาน แต่เราต้องมีแสงสว่าง”
“เมื่อกี้ฉันถามเธอว่า ใช้สารเคมีในห้องแล็บของเธอทำให้เกิดแสงสว่างได้ไหม”
เธอจำได้เลา ๆ ว่าทำได้
เจียงซุ่ยเป็นนักเรียนสายศิลป์ จึงรู้เรื่องเคมีน้อยมาก แถมยังเรียนวิชาเคมีไม่บ่อยนัก แต่เธอจำได้ว่าครูเคยเอาโลหะอะไรสักอย่างมาให้ดู ตอนเผาไหม้มันเปล่งแสงสว่างจ้ามาก
“ได้” นิ้วมือของเซี่ยยั่นหานที่วางอยู่บนตักขยับเล็กน้อย เขามองเจียงซุ่ย ก่อนจะเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นมาเองตอนบรรยากาศกำลังจะเงียบเย็นลงอีกครั้ง “อยากดูตอนนี้เลยไหม”
เจียงซุ่ยทั้งแปลกใจทั้งดีใจ “ทำได้จริงเหรอ”
เซี่ยยั่นหานขานรับเบา ๆ แล้วเลื่อนวีลแชร์ไปเปิดประตูห้องนอนรอง ห้องปฏิบัติการเป็นห้องปิดทึบ พอไฟดับข้างในก็มืดจนยื่นมือไปแทบมองไม่เห็นนิ้ว จากมุมของเจียงซุ่ย ห้องนั้นดูราวกับปากสัตว์ร้ายแห่งหุบเหวสีดำ
เซี่ยยั่นหานไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่ได้อาศัยแสงช่วย เขาเข้าไปในห้องมืดสนิทอย่างนั้น ร่างเลือนหายไปคล้ายถูกความมืดกลืนกิน
จู่ ๆ หัวใจของเจียงซุ่ยก็เต้นเร็วขึ้นมา แต่เธอก็อดอยากรู้อยากเห็นห้องปฏิบัติการเคมีของเซี่ยยั่นหานไม่ได้
เซี่ยยั่นหานเป็นคนเงียบขรึม พูดน้อย ทั้งหม่นหมองและเงียบสงบ เจียงซุ่ยอยู่กับเขามาหลายวันแล้ว แต่กลับรู้จักเขาไม่มากนัก ก่อนหน้านี้ ความเข้าใจที่เธอมีต่อเซี่ยยั่นหานมาจากเนื้อเรื่องต้นฉบับและภาพที่เห็นเพียงชั่วครู่ตอนเพิ่งทะลุมิติมา
