บนหน้าจอมือถือสะท้อนใบหน้าของหลินเหยียนที่แทบอยากจะมุดดินหนี
ยี่สิบแปดปีมา นี่เป็นครั้งแรกที่เธอก่อเรื่องใหญ่ขนาดนี้
เธออยากจะตอบกลับไปว่าโทรผิด แต่ด้วยนิสัยได้คืบจะเอาศอกของสิงอวี้แบบนั้น เขาต้องไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ แน่
คิดไปคิดมา สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่ตอบ
คืนนั้น บนหน้าจอแชทของเธอกับสิงอวี้ไม่มีข้อความใหม่ปรากฏขึ้นมาอีกเลย
บ้านใหม่เธอก็อยู่ค่อนข้างสบาย นอนหลับยาวจนตื่นอีกทีก็เที่ยงวันถัดมา
ล้างหน้าล้างตาแล้วก็กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปง่าย ๆ ก่อนออกไปซื้อกับข้าว
วันนี้เป็นวันตรุษ แม้จะอยู่คนเดียวก็ต้องกินข้าวเย็นดี ๆ สักมื้อ
ซื้อกับข้าวเสร็จก็กลับมาถึงหมู่บ้าน ตอนนั้นก็ผ่านไปสองชั่วโมงกว่าแล้ว
เดินเข้าไปในตึกกำลังจะขึ้นลิฟต์ หลินเหยียนก็ชะงักไป
ที่หน้าลิฟต์มีชายร่างสูงยืนอยู่ ใบหน้าด้านข้างหล่อเหลา โครงหน้างดงามไร้ที่ติ จะเป็นใครไปได้นอกจากสิงอวี้
เขากำลังถือถุงของบางอย่างรอลิฟต์อยู่
“โค้ชสิง” หลินเหยียนเดินเข้าไป “มาอยู่นี่ได้ยังไง?”
สิงอวี้ได้ยินเสียง ก็หันสายตามองมาที่เธอ แล้วย้อนถามกลับ “แล้วเธอมาอยู่นี่ได้ยังไง?”
“ฉันเช่าบ้านอยู่ที่นี่”
สิงอวี้หรี่ตาลง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม “เพื่อนรัก เพื่อจะเข้าหาฉันเธอช่างหาวิธีได้แยบคายจริง ๆ นะ”
หลินเหยียนงงไปหมด “แกพูดจาเพ้อเจ้ออะไรอีก?”
“รู้ว่าฉันอยู่ไห้ยู่เฉิง ก็เลยตั้งใจย้ายมาอยู่ที่นี่ ใช่ไหม?”
หลินเหยียนเพิ่งจะนึกออก “แกก็อยู่ไห้ยู่เฉิงด้วยเหรอ?”
สิงอวี้ “แกล้งทำเป็นไม่รู้อีก”
“……” หลินเหยียนรู้สึกเหลือเชื่อ ถามต่อ “แล้วแกอยู่ตึกเดียวกันกับฉันด้วยเหรอ?”
“อืม”
“ห้องอะไร?”
“18-1”
“……”
สิงอวี้เห็นเธอไม่ตอบ ก็พูดเล่น “เป็นไง? อย่าบอกนะว่าเธออยู่ตรงข้ามฉัน”
