มหรสพบทใหญ่ปิดฉากลงต่อหน้าต่อตาเซี่ยลิ่ง
ครานี้ใบหน้านางซีดขาวอย่างแท้จริง
อยากเอาชีวิตรอดในวังหลวง ต้องพึ่งพากำลังเด็ดขาด หรือไม่ก็ต้องใช้สมองที่เหนือชั้น
จักรพรรดิสะบัดพระพักตร์จากไป
ซูเฟยเซียวถวายบังคมส่งจักรพรรดิฉี่เฉิน ปาดน้ำตาลุกขึ้นยืน เดินมาข้างกายเซี่ยลิ่งพลางจับมือนาง
“เหตุใดมือจึงเย็นเฉียบเพียงนี้” น้ำเสียงนางเปี่ยมห่วงใย
เซี่ยลิ่งตอบตะกุกตะกัก “หนาว”
ซูเฟยเซียวยื่นมืออีกข้างหมายจะแตะผ้าขาวที่พันดวงตาเซี่ยลิ่ง สุดท้ายได้แต่ถอนใจแล้วเปลี่ยนมาลูบศีรษะ
“เจ้าต้องเรียกข้าว่าเสด็จแม่” นางกล่าว
เซี่ยลิ่งทวนคำ “เสด็จแม่”
ซูเฟยเซียว “ดีแท้”
นางจูงมือเซี่ยลิ่ง พาเดินไปยังเรือนตะวันตกของตำหนักชิงถานด้วยตนเอง
มิใช่เรือนหลังอีกต่อไป ทว่าเป็นจวนฐานันดรศักดิ์ขององค์หญิงอย่างแท้จริง
ในเรือนมีนางกำนัลน้อยสองนางคุกเข่าอยู่ นามว่าหว่านซิ่งกับโส่วเหอ อายุอ่อนกว่าเซี่ยลิ่งหนึ่งถึงสองปี
ส่วนเฉียวกูคุกเข่าอยู่หน้าประตูตำหนักบรรทม ตั้งแต่นางได้ยินข่าวก็รู้สึกเหลือเชื่อมาตลอด ครั้นเห็นซูเฟยเซียวจูงมือเซี่ยลิ่งเดินมา ก็ยิ่งรู้สึกงุนงงมึนศีรษะ
เซี่ยลิ่งตามซูเฟยเซียวก้าวเข้าห้อง พลันได้เห็นความหรูหราฟุ้งเฟ้อสุดประมาณ
เฉียวกูกับนางกำนัลน้อยสองคนกำลังจะเข้ามาปรนนิบัติ
ซูเฟยเซียวกลับเอ่ยว่า “ออกไป ปิดประตูด้วย”
แสงสว่างในห้องลดลงครึ่งหนึ่ง
ซูเฟยเซียวยืนตระหง่านกลางโถง แสงตะวันยามบ่ายส่องถึงเพียงใต้เข่า ท่อนบนจมอยู่ในเงามืด ไม่อาจเห็นแววตานางชัดเจน
นางกำนัลรีบถอยออกไป ปิดประตูหน้าต่างแน่นหนา มิกล้าลอบฟัง
แอ๊ด—
เมื่อประตูปิดลง แสงตะวันซึ่งเคยทาบทาเต็มพื้นถูกบีบเป็นเส้นบางๆ สุดท้ายเลือนหายไป
ในความมืดมิดเงียบงันชั่วอึดใจ
ซูเฟยเซียวยกมือ
เพี๊ยะ!
ฝ่ามือฉาดกระทบแก้มเซี่ยลิ่งเสียงคมชัด
ร่างบางของสาวน้อยวัยสิบแปดซึ่งซูบผอมอยู่แล้วล้มลงกองกับพื้นทันที ใบหน้าร้อนผ่าวปวดแสบ
นางกุมใบหน้า ก้มศีรษะ
รองเท้าตำหนักคู่งามก้าวผ่านหน้าตานาง
แอ๊ด—
ประตูถูกผลักเปิด
ซูเฟยเซียวมิได้หยุด เดินจากไปอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ต้นจนท้ายมิได้เอ่ยคำใดสักแอะ มิได้ทอดสายตาเหลือบแลแม้สักนิด
เซี่ยลิ่งลุกขึ้นยืน ค่อยๆ ดึงผ้าปิดตาออก
แววตานางราบเรียบไร้คลื่น สายตาทะลุผ่านแสงแดดในเรือนมองออกไปด้านนอก
นางเห็นแผ่นหลังของซูเฟยเซียวจากไปไกล ทรวดทรงสง่างามโอ่อ่า ทุกอากัปกิริยาเปี่ยมด้วยความงามสง่าผ่าเผย ปิ่นหยกประดับมุกสะท้อนแสงอาทิตย์วาวแววเจิดจ้า
มิทันนาน
เฉียวกูเข้ามาในห้อง รอยยิ้มพลันแข็งค้างที่มุมปาก มือสั่นระริกสัมผัสใบหน้าเซี่ยลิ่ง
“องค์หญิง เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้”
แม้ถูกขังในคุกใต้ดินสิบแปดปี ไม่เคยเห็นเดือนเห็นตะวัน แต่เซี่ยลิ่งไม่เคยถูกตี
เฉียวกูปฏิบัติต่อนางดีสุดความสามารถ ประหนึ่งมารดาแท้ๆ
เซี่ยลิ่งจับมือเฉียวกูไว้แน่น กล่าวว่า “น้ำเย็นประคบจะยุบบวม”
เฉียวกูพูดติดอ่างด้วยความประหม่า “อ้อ น้ำ น้ำ”
นางรีบไปหาแอ่งน้ำกับผ้าขนหนูมาประคบหน้าให้เซี่ยลิ่ง
เซี่ยลิ่งนั่งบนตั่งนุ่มลายสลักงดงามที่ส่งกลิ่นหอมจันทน์จางๆ รู้สึกถึงความนุ่มละมุนและลื่นมือของผ้าขนหนูบนใบหน้า
เฉียวกูกำลังร้องไห้ สะอื้นสะอื้นไม่กล้าถามมากความ
เซี่ยลิ่งทำลายความเงียบ “วันนี้เสด็จพ่อเสด็จมาดูองค์ชายสี่กระนั้นหรือ”
เฉียวกูพยักหน้า “องค์ชายสี่คือรากวิญญาณเหนือสวรรค์ที่หาได้ยากในรอบพันปี ระดับพลังขั้นสูงสุดของฐานสร้าง เป็นองค์ชายที่ฝ่าบาทโปรดที่สุด ตำแหน่งรัชทายาทคงแน่นอนแล้ว ฝ่าบาทกับองค์ชายสี่เป็นสายเลือดเดียวกัน ในภายภาคหน้าองค์ชายสี่คงดีกับพระองค์ไม่เลว”
เซี่ยลิ่งไม่ตอบ ยังถามต่อ “รากวิญญาณของพระองค์คืออะไร”
เฉียวกูส่ายหน้า “ปิดข่าวแน่นหนา... รากวิญญาณเหนือสวรรค์อยู่นอกเหนือธาตุทั้งห้า วิธีการทั่วไปวัดไม่ออก ตอนองค์ชายสี่ทรงพระเยาว์แสดงพรสวรรค์น่าตกใจ ส่งไปให้สหพันธ์ร้อยเซียนตรวจสอบใหม่ จึงยืนยันได้”
เซี่ยลิ่งถามอีก “แล้วองค์ชายรองเล่า”
เฉียวกู “องค์ชายรองคือรากวิญญาณอัคคีกลายพันธุ์ ขั้นสวรรค์ เป็นเปลวเพลิงใต้พิภพ มองทั่วทั้งนครหลวงก็ถือว่ามีเพียงหนึ่งเดียว”
เซี่ยลิ่งมิได้ถามต่อ สายตากวาดเบาๆ ไปยังลูกไฟที่ซ่อนในรอยแยกมิติ
ขณะนั้น
ในเรือนมีเสียงประกาศแจ้งข่าว กับฝีเท้าพร้อมเพรียงระเบียบหนึ่ง
เฉียวกูตกใจเกินกว่าเหตุ สีหน้าเผยความหวาดกลัว
ผู้ใดคาดคิด ว่าฮองเฮาทรงให้คนนำของรางวัลมาพระราชทาน
นับจากจักรพรรดิฉี่เฉินรับสั่งว่า ‘ฮองเฮาบกพร่องหน้าที่’ เพียงชั่วยาม
ฮองเฮาเว่ยทรงทราบเรื่องในตำหนักชิงถานรวดเร็วเพียงนี้
เครื่องประดับแพรวพราวนานาชนิดถูกยกเข้าห้อง ยังมีอาภรณ์งามหรูหลายสิบชุดหลากสีสันหลายขนาด
มองสิ่งเหล่านี้ ในห้วงคิดของเซี่ยลิ่งกลับปรากฏแววตาเย็นชาที่ฮองเฮาเว่ยทอดมองมาเมื่อวาน
องครักษ์หนึ่งก้าวเข้ามาคำนับ “องค์หญิงใหญ่ ฮองเฮาทรงมีรับสั่งให้พระองค์เข้าเรียนสำนักเหวินชางในวันรุ่งขึ้น”
เฉียวกูถึงกับดีใจจนร่ำไห้ คุกเข่าลงโขกศีรษะ “ขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณของฮองเฮาเพคะ”
โลกฝึกปราณนับถือผู้แกร่งเป็นใหญ่
สำนักเหวินชางคือสำนักฝึกฝนที่ราชวงศ์แคว้นเฉินสถาปนา ทั้งเป็นบันไดก้าวสู่สำนักใหญ่ทั้งหลาย
โอรสธิดาของราชวงศ์ ราชสกุล และขุนนาง ไม่ว่าพรสวรรค์สูงต่ำเพียงใด ล้วนต้องเข้าสำนักตั้งแต่เยาว์
การสอนเริ่มจากความรู้พื้นฐานด้านฝึกปราณ ค่อยๆ สืบไปถึงวิธีใช้จิตและควบคุมพลังปราณ
สิบแปดปีใต้คุกมืด เซี่ยลิ่งมิต้องกล่าวถึงตำราวิชาซับซ้อน แม้ความรู้ฝึกปราณสามัญที่สุดก็ไม่เคยเรียนรู้
เฉียวกูมิอาจหยุดน้ำตา เริ่มเลือกอาภรณ์ ในที่สุดยกชุดกระโปรงสีหยก “องค์หญิง พรุ่งนี้ทรงชุดนี้ดีหรือไม่”
เซี่ยลิ่งมองดูชุดเหล่านั้น ถามว่า “ฮองเฮาชอบสีเขียวหรือ”
สิบชุดมีเก้าชุดสีครามสีเขียว ต่างสีต่างระดับต่างลวดลายด้วยเฉดครามเขียว
แม้แต่เครื่องประดับยังประดับด้วยหยกมรกต
เฉียวกูส่ายหน้า “ไม่เคยได้ยิน”
เซี่ยลิ่งพลันเอ่ยถึงเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน “ขั้นของรากวิญญาณ ขั้นสวรรค์เหนือกว่าขั้นสูง”
เฉียวกูพยักหน้า “ใช่”
เซี่ยลิ่งพูดเนิบนาบ “รากวิญญาณไม้ขั้นสูงขององค์ชายสามนับว่ายอดเยี่ยมแล้ว แต่ก็ยังต่ำกว่ารากวิญญาณอัคคีขั้นสวรรค์ขององค์ชายรองอยู่หนึ่งขั้น แต่ข้ากลับรู้สึกว่ากุ้ยเฟยเซียงไม่หวาดหวั่นฮองเฮาแม้แต่น้อย... ตระกูลฝั่งพระนางนั้นมีที่มาอย่างไรกันแน่”
เสื้อผ้าในมือเฉียวกูร่วงหล่นพื้น สีหน้าขาวซีดเฉียบพลัน
จู่ๆ นางก็ตระหนักได้ แม้องค์ชายรองฟื้นแล้ว แต่คลื่นลมยังไม่จบสิ้น
รากวิญญาณไม้ขั้นสูงขององค์ชายสามแม้มีระดับสูง แต่ไม่กลายพันธุ์ ฉะนั้นจึงอ่อนไหวต่อสิ่งใดก็ตามที่ขัดแย้งหรือคล้ายคลึงกับธาตุของตนเป็นพิเศษ โดยเฉพาะยามอารมณ์ขุ่นมัว
ระหว่างฮองเฮาเว่ย กุ้ยเฟยเซียง ซูเฟยเซียวต่างเป็นอริ ทั้งสามฝ่ายเข้ากันไม่ได้ดั่งไฟกับน้ำ
เมื่อวานองค์ชายรองลงมือต่อสู้กับองค์ชายสามต่อหน้าธารกำนัล เกิดสลบในทันใด
องค์ชายสามพ้นภัยภายใต้ร่มเงากุ้ยเฟยเซียง
เซี่ยลิ่งผู้ไร้เสน่หากลับต้องเป็นแพะ แต่ไม่ทราบเหตุใดจึงหนีรอดมาได้
สายตาเฉียวกูจับจ้องไปยังอาภรณ์ที่ฮองเฮาส่งมา
ภายใต้แสงโคม เขียวสะท้อนตา
หากเซี่ยลิ่งสวมใส่ชุดนี้ไปสำนักเหวินชาง ปรากฏตัวต่อหน้าองค์ชายสาม...
ยิ่งคิดเฉียวกูก็ยิ่งหวาดหวั่น รีบไปจัดชุดใหม่ หวาดเกรงคุณสมบัติจะไปพ้องกับผู้ใด
เซี่ยลิ่งสีหน้ายังคงเรียบเฉย
ฮองเฮาเว่ยจะมีน้ำใจดีเช่นนั้นได้อย่างไร
ซูเฟยเซียวพึ่งป้ายความผิดเมื่อครู่ ฮองเฮากลับคลี่กลอุบายนี้ในชั่วพริบตา
ในวังหลวงแห่งนี้ เซี่ยลิ่งเป็นเพียงหมากไร้ค่า ถูกโยนทิ้งไปมา
มองดูเงาร่างขะมักเขม้นของเฉียวกู หว่านซิ่งและโส่วเหอ เซี่ยลิ่งเดินไปยังแท่นนอนแต่ลำพัง หลบเข้าใต้ผ้าห่ม
ฟ้ายังสว่าง นางก็มิได้ง่วง
หากแต่บทสนทนาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว