เดินมาถึงระเบียงทางเดิน ก็พบมู่เจิงออกมาจากห้องสังเกตการณ์พอดี
ทั้งสองเดินไปยังโถงบันได เฉินเถี่ยจู้หยิบบุหรี่มาจุดสูบ
“รับสารภาพแล้ว” เฉินเถี่ยจู้กล่าว “เพราะข้อพิพาททางเศรษฐกิจ เมาแล้วขาดสติ ใช้มีดทำครัวฟันท้ายทอยจนเสียชีวิต วันรุ่งขึ้นก็หั่นศพเป็นชิ้น ๆ แล้วนำไปทิ้งในแม่น้ำ”
มู่เจิงพิงกำแพง มือถือเอกสารฉบับหนึ่ง
“เร็วเกินไป”
“อะไรเร็วเกินไป?”
“เขารับสารภาพเร็วเกินไป” มู่เจิงกล่าว “จากปากแข็งไม่ยอมพูดจนยอมสารภาพทุกอย่าง ใช้เวลาไม่ถึงสิบนาที”
เฉินเถี่ยจู้พ่นควันบุหรี่ออกมา
“คงกลัวน่ะ ไม่ได้นอนมาทั้งคืน กำแพงใจเลยพังลง”
“ก็เป็นไปได้” มู่เจิงกล่าว “แต่ก็อาจเป็นไปได้เหมือนกันว่าเขาอยากรีบรับสารภาพให้จบ จะได้ไม่ให้นายสืบต่อ”
บุหรี่ในมือเฉินเถี่ยจู้ชะงักอยู่ตรงริมฝีปาก
ทั้งสองสบตากัน
“นายคิดว่ามีปัญหาเหรอ?”
“ยังไม่แน่ใจ” มู่เจิงกล่าว “ให้แพทย์นิติเวชตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างคำให้การกับรายงานชันสูตรอีกครั้ง”
เฉินเถี่ยจู้พยักหน้า สูบบุหรี่คำสุดท้ายแล้วดับมัน
เขาหันหลังจะเดินไป แต่ก็หยุดชะงัก
“เหล่ามู่”
“หือ?”
“เด็กฝึกงานของนายคนนั้นน่ะ”
มู่เจิงเงยหน้าจากเอกสาร
เฉินเถี่ยจู้เกาท้ายทอย
“เธอสู้เก่งกว่าฉันอีก”
มู่เจิงพลิกหน้าสำนวน
“อืม”
เฉินเถี่ยจู้: “……”
เขามองมู่เจิงแวบหนึ่ง ก่อนถือแก้วเก็บความร้อนเดินจากไป
บ่ายสองโมง
เจียงถังนั่งดูรายงานชันสูตรศพบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ในสำนักงาน
รายงานตรวจเบื้องต้นที่เหล่าโจวลงชื่อไว้ รวมกับบันทึกการเก็บหลักฐานเพิ่มเติมจากสถานที่เกิดเหตุในโกดังเมื่อเช้านี้
เธออ่านทบทวนไปมาถึงสามรอบ
ในรายงานเขียนไว้ชัดเจนว่า เครื่องมือที่ใช้หั่นศพคือเลื่อยชักไฟฟ้า นี่เป็นข้อสันนิษฐานที่เธอกับเหล่าโจวได้จากลักษณะของรอยตัด เลื่อยชักไฟฟ้าจะทิ้งรอยฟันเลื่อยเป็นระเบียบไว้บนพื้นผิวที่ตัด ขอบแผลมีสีเปลี่ยนจากความร้อนที่เกิดจากแรงเสียดสีความเร็วสูง
