“ที่กั๋วจินมีลูกค้าเข้าออกวันละตั้งเท่าไร พวกเธอก็ทำงานอยู่ที่นี่มาตลอด สายตาต้องฝึกให้เฉียบคมกว่านี้นะ”
ผู้จัดการร้านรักษาการยิ้มอย่างอ่อนโยน แต่น้ำเสียงกลับเข้มงวดไม่น้อย
ทั้งสองคนหน้าซีดเผือด เรื่องก็เป็นอย่างที่ว่า พวกเธอเถียงไม่ออก ได้แต่ยืนฟังคำตำหนิ
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้จัดการก็อยู่ตรงนี้ด้วย ภาพลักษณ์คงแย่ไปแล้ว ต่อไปยังจะมีโอกาสเลื่อนตำแหน่งอีกไหมนะ?
รู้อย่างนี้ตั้งแต่แรกพวกเธอคงไม่ออกหน้า ไม่ไปพูดให้ผู้จัดการระแวงเธอหรอก
ทั้งคู่เสียใจจนแทบอยากกัดลิ้นตัวเอง
“ถ้าอยากเป็นผู้จัดการร้านที่ดี การฝึกอบรมพนักงานก็สำคัญเหมือนกัน คุณช่วยสอนพวกเธอหน่อยสิ ว่าเมื่อกี้คุณดูออกได้ยังไงว่าคุณผู้หญิงคนนั้นเป็นลูกค้าที่มีโอกาสซื้อของ”
ผู้จัดการมีท่าทีเป็นมิตร เห็นได้ชัดว่าพอใจกับการรับมือของผู้จัดการร้านรักษาการเมื่อครู่นี้มาก
ผู้จัดการร้านรักษาการตอบอย่างคล่องแคล่ว “ถึงเธอจะแต่งตัวธรรมดา ทั้งเนื้อผ้าและวัสดุก็ไม่ได้พิเศษอะไร เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋ารวมกันอาจยังไม่ถึง 200 หยวนด้วยซ้ำ แต่เธอสวมนาฬิกาที่ราคาเกิน 3 ล้านหยวนค่ะ”
ทั้งคู่จำได้อยู่บ้าง
“นาฬิกาสีชมพูอ่อนวิบวับเรือนนั้นน่ะเหรอ? ราคาเกิน 3 ล้านหยวนเลยเหรอ? เป็นไปได้ยังไง?”
“ใช่ ถ้าเธอรวยขนาดนั้นจริง แล้วทำไมถึงใส่เสื้อผ้าตลาดนัดมาเดินกั๋วจินล่ะ?”
“นาฬิกาเรือนนั้นอาจเป็นของปลอมก็ได้ เดี๋ยวนี้นาฬิกาแบรนด์เนมปลอมมีเยอะแยะ ตลาดก็กว้างมากด้วย”
“ผู้จัดการร้าน คุณอาจจะดูผิดก็ได้นะ”
ทั้งคู่พูดกันคนละประโยค เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อคำอธิบายนี้
ผู้จัดการร้านรักษาการแทบจะโมโหจนหลุดหัวเราะ “นาฬิกาที่เธอใส่เป็นรุ่นสะพานแห่งรักของวอง เคลฟ แอนด์ อาร์เปลส์ แถมยังเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งออกปีนี้ ชื่อบทกวีแห่งกาลเวลาอีกด้วย”
“เพิ่งเปิดตัวที่ปารีสเมื่อเดือนเมษายน เดือนนี้ถึงเพิ่งจัดนิทรรศการที่เมืองโม่ตู ร้านของปลอมที่ไหนจะเก่งขนาดทำออกมาได้ในเวลาแค่นี้?”
ทั้งคู่มองหน้ากันไปมา ปกติพวกเธอไม่ค่อยสนใจข่าวใหม่ ๆ ของแบรนด์เครื่องประดับจริง ๆ
ผู้จัดการขรึมลง “ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่าลูกค้าคนนั้นมีกำลังซื้อของแพงขนาดนั้น แต่เป็นนาฬิการุ่นสะพานแห่งรักของวอง เคลฟ แอนด์ อาร์เปลส์ที่เพิ่งออกใหม่ ซึ่งต้องสั่งจองล่วงหน้า”
“เธอได้ใส่มันในเวลาอันสั้นขนาดนี้ แค่นี้ก็อธิบายได้มากพอแล้ว”
“ยังดีที่เมื่อกี้พวกเธอสองคนไม่ได้พูดจาอะไรใส่เธอ ไม่อย่างนั้นคิดว่าเรื่องวันนี้จะจบง่าย ๆ แบบนี้ไหม?”
“หลังเลิกงานให้เขียนรายงานสำนึกผิดคนละฉบับ แล้วเข้ารับการฝึกอบรมใหม่ ผ่านการประเมินก่อนถึงจะกลับมาทำงานได้”
สรุปแล้ว เงินเดือนของพนักงานขายหน้าเคาน์เตอร์ทั้งสองคนในสามเดือนข้างหน้าจะลดฮวบ ส่วนหลังฝึกอบรมเสร็จจะได้กลับมาทำงานที่ร้านกั๋วจินหรือไม่นั้น ก็ยังไม่แน่นอน
แน่นอนว่าเรื่องพวกนี้เจียงเสี่ยวซีไม่รู้เลย
ตอนนี้เธอเข้าร้านวายเอสแอลแล้ว
ในเมื่ออยากหัดแต่งหน้า ก็ต้องซื้ออุปกรณ์สักหน่อย อย่างอายแชโดว์อะไรพวกนั้น
ลูกค้าในร้านวายเอสแอลเยอะกว่าร้านลังโคมอยู่หน่อยหนึ่ง ฝั่งลิปสติกมีกลุ่มลูกค้ากลุ่มหนึ่ง ฝั่งอายแชโดว์ก็อีกกลุ่ม ฝั่งคุชชั่นก็มีอีกกลุ่ม ส่วนที่เหลือเดินดูผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ทุกคนที่มองเห็นล้วนเป็นสาวสวยแต่งหน้าเนี้ยบ
เจียงเสี่ยวซีเหลือบมองตัวเองในกระจก ตอนนี้เธอก็แต่งหน้าแล้วเหมือนกันนะ!
พนักงานขายในร้านยุ่งจนแทบไม่มีเวลา เจียงเสี่ยวซีเลยเดินดูเองอย่างสบายใจ เธอติดตามบิวตี้บล็อกเกอร์ไว้ตั้งหลายคน ถึงจะแต่งหน้าไม่เป็น แต่ก็รู้ว่าต้องซื้ออะไร
พาเลตอายแชโดว์อันนี้ เธอต้องซื้อให้ได้
แต่ด้วยส่วนสูงเกือบ 170 เซนติเมตร เธอกลับเบียดเข้าไปไม่ได้ ตำแหน่งดี ๆ ถูกสาวสวยรูปร่างเพรียวบางยึดไว้หมดแล้ว
เห็นได้ชัดเลยว่าพาเลตอายแชโดว์ของวายเอสแอลมีแรงดึงดูดต่อทุกคนขนาดไหน!
“เบอร์ 730 สวนมายอร์คเป็นโทนที่ใช้ได้ทุกวันมาก สีน้ำตาลอมชมพูใช้ดีสุด ๆ ฉันว่าดีมากเลย”
“ฉันชอบเบอร์ 400 กุหลาบบาบิลอนมากกว่า ดูแล้วเหมือนดอกไม้ที่งดงามหรูหรา อ่อนโยนแต่หนักแน่น”
“พวกเธอจะลองพาเลตใหม่กันหมดเลยเหรอ? ฉันยังชอบเบอร์ 100 มากกว่า รู้สึกว่าใช้ได้หลายโอกาสกว่า ส่วนเบอร์ 710 โทนสีน้ำตาลธรรมชาติก็อยากได้เหมือนกัน”
“เดี๋ยวนะ ทำไมพวกเธอเลือกแต่โทนใช้ทุกวันกันล่ะ ไม่ชอบแต่งตาโทนสโมกกี้กันแล้วเหรอ?”
เจียงเสี่ยวซีที่ยืนอยู่ด้านหลังแทบอยากตั้งใจฟังให้ชัด ในฐานะมือใหม่หัดแต่งหน้า เธอกำลังเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากสาว ๆ อย่างบ้าคลั่ง
เฉินเมิ่งเห็นเด็กสาวที่เพิ่งเจอกันในร้านแอปเปิลยืนอยู่หลังฝูงชน ตั้งใจฟังอย่างจริงจัง ว่าง่ายน่ารัก แถมดูน่าเอ็นดูอย่างบอกไม่ถูก
จนทำให้อยากลูบหัวขึ้นมาเลย
เฉินเมิ่งต้านทานของน่ารัก ๆ ไม่ค่อยได้ เธอเก็บอุปกรณ์ถ่ายทำแล้วเดินเข้าไปหาด้วยตนเอง “อยากซื้ออายแชโดว์เหรอ?”
เจียงเสี่ยวซีเพิ่งถูกคนแปลกหน้าทักเป็นครั้งที่สอง เธอยังตั้งตัวไม่ทัน จึงพยักหน้าไปตามสัญชาตญาณ ดูมึน ๆ อยู่หน่อย
น่ารักชะมัด อยากลูบหัวจัง
เฉินเมิ่งข่มใจไม่ให้มือที่กำลังคันยุบยิบยื่นออกไป แต่เดินเข้าไปจับข้อมือเธอไว้แทน “อยากได้เบอร์ไหน? เดี๋ยวฉันช่วยเรียกพนักงานขายให้”
เจียงเสี่ยวซีไม่ได้ใกล้ชิดกับใครแบบนี้มานานแล้ว เมื่อก่อนยังมีเพื่อนร่วมงาน แต่หลังจากถูกเลิกจ้าง เธอก็แทบไม่มีโอกาสได้คุยกับใครต่อหน้าเลย
พอเจอแบบนี้กะทันหัน ตอนแรกเธอทั้งประหม่าและไม่คุ้นเคย ก่อนความเป็นคนอัธยาศัยดีแบบชาวตะวันออกเฉียงเหนือจะเริ่มทำงาน
“ฉันชื่อเจียงเสี่ยวซี เรียกเธอว่าอะไรดี? ฉันกำลังอยากหัดแต่งหน้า รู้แค่ว่าต้องใช้อายแชโดว์ แต่ไม่รู้ว่าควรซื้อแบบไหน”
“เฉินเมิ่ง วันนี้เราเจอกันตั้งสองครั้ง แปลว่ามีวาสนาต่อกัน ฉันแต่งหน้าพอใช้ได้ เดี๋ยวแนะนำสีที่ฉันใช้ประจำให้”
เจียงเสี่ยวซีคิดว่าการแนะนำของเฉินเมิ่งคือการอธิบายพาเลตทีละอัน ใครจะรู้ว่าเฉินเมิ่งลงมือแต่งหน้าให้เธอทันที
เห็นแค่แขนยาว ๆ ของเฉินเมิ่งยื่นออกไป หยิบชุดทดลองมาชุดหนึ่ง
เธอไม่ใช้แม้แต่แปรง ใช้นิ้วแตะสีแล้วทาลงไปเลย
เจียงเสี่ยวซีหลับตา รู้สึกแค่ว่ามีคนแตะเปลือกตาซ้ายที ขวาที จากนั้นอีกฝ่ายก็ไม่รู้ไปหยิบอายไลเนอร์มาจากไหน วาดแค่สองสามทีเป็นอันเสร็จ
“เอ้า ลองดูสิว่าเป็นยังไงบ้าง?” เฉินเมิ่งคืนชุดทดลองให้ร้านแล้วกอดอก มั่นใจในฝีมือตัวเองมาก
เจียงเสี่ยวซีรู้สึกว่าดวงตาตัวเองโตขึ้นรอบหนึ่ง เดิมตาเธอก็โตอยู่แล้ว พอแต่งแบบนี้ก็ยิ่งโดดเด่นและดูมีชีวิตชีวาขึ้น อายแชโดว์สีน้ำตาลธรรมชาติบวกกับประกายมุกระยิบระยับ ทำให้ดวงตาดูลึกล้ำกว่าเดิม
เธอมองเท่าไรก็ไม่เบื่อ “สวยขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!”
เฉินเมิ่งเพิ่งเคยเจอคนจริงใจขนาดนี้เป็นครั้งแรก “เดิมทีเธอก็หน้าตาสวยอยู่แล้ว แค่แต่งหน้าเบา ๆ สำหรับทุกวันก็ดูดีขึ้นอีก”
“ฝีมือเธอดีต่างหาก!” เจียงเสี่ยวซียกนิ้วโป้งให้ แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
“ฉันถ่ายรูปให้เธอสักสองรูปนะ กลับไปจะได้แต่งตามได้” พอเฉินเมิ่งพูดแบบนั้น เจียงเสี่ยวซีก็ตอบตกลงอย่างยินดี
ทั้งคู่เพิ่มเพื่อนกันในวีแชตทันที แถมยังถ่ายรูปคู่กันด้วย
“เฉินเมิ่ง ตอนนี้เธอขี้เหนียวถึงขั้นนี้แล้วเหรอ? แต่งหน้าให้แบบฟรี ๆ ยังต้องมาอาศัยของในร้านอีก? ยังจะเป็นบล็อกเกอร์อะไร ทำสื่อออนไลน์อะไรอีก? เลิกเล่นเน็ตไปเลยสิ!”
หญิงสาวแต่งหน้าดูเย้ายวนเดินเข้ามา ท่าทางหยิ่งผยองอวดดี ด้านหลังยังมีพนักงานคนหนึ่งถือกล้องถ่ายเธออยู่
