เจียงเสี่ยวซีลองชุดอยู่ทางนี้อย่างสนุกสนาน โดยไม่ทันสังเกตว่าพนักงานขายหญิงคนหนึ่งในร้านเข้ามารับช่วงงานต่อจากไต้หยุนแล้ว ส่วนไต้หยุนก็แอบออกไปเงียบ ๆ
เสิ่นเยว่ดูออก แต่ไม่ได้พูดอะไร
พอไต้หยุนปรากฏตัวอีกครั้ง เธอก็ถือถาดยาวใบหนึ่งมาด้วยสองมือ ภายในถาดเปล่งประกายระยิบระยับ
“ฉันคิดว่าในเมื่อจะถ่ายภาพชุดโบราณ เครื่องประดับผมอย่างปิ่นปักผม ปอยพู่ประดับผม ปิ่นกดผมด้านหลัง หวีประดับผม กำไลข้อมือ แล้วก็ของพวกนี้ต้องมีแน่นอน”
“พวกนี้เป็นผลงานของฉันในช่วงหลายปีมานี้”
เจียงเสี่ยวซีจ้องเครื่องประดับผมหลากหลายแบบที่เธอเรียกชื่อไม่ถูกตาไม่กะพริบ แต่ละชิ้นประณีตงดงาม “ฉันไม่น่าตัดผมเลย ตอนนี้อยากลองใส่ก็ทำไม่ได้แล้ว”
“ไม่ต้องลองใส่ก็ได้ แค่เอามาทาบบนหัวดูพอ พรุ่งนี้แต่งหน้าทำผมยังไงก็ต้องใส่วิกอยู่แล้ว”
เสิ่นเยว่พูด
เจียงเสี่ยวซีเปลี่ยนสีหน้าฉับพลัน หยิบปิ่นปักผมที่ถูกใจตั้งแต่แรกเห็นขึ้นมาทาบบนหัว “งั้นฉันไม่เกรงใจแล้วนะ”
“ปิ่นแบบนี้ปกติจะปักจากด้านบนหรือด้านข้างหลังจากทำผมเสร็จแล้ว เส้นไหมทองด้านบนอ่อนนุ่มมาก พอลมพัด ไข่มุกเม็ดเล็ก ๆ ก็จะไหวระริก ดูมีชีวิตชีวาสุด ๆ”
เจียงเสี่ยวซีเปลี่ยนไปหยิบปิ่นที่หรูหรากว่าเดิมมาทาบไว้ข้างศีรษะ “นี่คือปิ่นทองดอกโบตั๋นใช่ไหม?”
ไต้หยุนยิ้มแล้วพยักหน้า “ใช่แล้ว ปิ่นนี้ออกแบบตามกระแสนิยมในยุคราชวงศ์ถัง โดยได้แรงบันดาลใจจากเรื่องเล่าผีเสื้อหลงรักดอกไม้”
เฉินซิงเฉินมองเจียงเสี่ยวซีอย่างพินิจ “ฉันว่าชิ้นนี้เข้ากับชุดเจ้าหญิงของเธอมาก ดูหรูหราแต่ไม่หนักจนเกินไป”
ก่วนเสี่ยวเสี่ยวพยักหน้า “มองแล้วเหมือนผีเสื้อกำลังจะกระพือปีกบินเลย เข้ากับชุดคุณหนูตระกูลผู้ดีชุดนั้นได้ด้วย”
