“คุณชายเฉิน บอกตามตรงนะ เป็นบ้าจริงหรือแกล้งบ้ากันแน่”
คำพูดของหลินซาซาทำให้เย่เฉินใจกระตุกวาบ คาดไม่ถึงว่าเด็กสาวคนนี้จะมีญาณหยั่งรู้ไวปานนี้ นับเป็นไม้หลักปักขี้เลื่อยที่เพาะบ่มได้ดีสำหรับการฝึกยุทธ์
“ฉันไม่ได้บ้าสักหน่อย ฉันฉลาดจะตาย” เย่เฉินโวยวายใส่เธอ
“จ้ะ ๆ คุณชายเฉินไม่ได้บ้า เมื่อกี้เป็นน้องสาวพูดผิดไปเอง”
หลินซาซาถอนใจในใจ สภาพของคุณชายคนนี้ดูไม่เหมือนแกล้งเลย
ใคร ๆ ก็รู้กันดี คนโรคจิตไม่มีวันบอกว่าตัวเองเป็นโรคจิต คนบ้าก็ย่อมไม่ยอมรับว่าตัวบ้าเหมือนกัน
“คุณชายเฉินกลับมาได้ปลอดภัยก็ดีที่สุดแล้ว วางใจเถอะ ต่อจากนี้มีฉันคอยปกป้องนายเอง ในเขตเจียงเฉิงหนึ่งไร่สามงานนี้ ใครกล้ามาหาเรื่องนาย ฉันจะต่อยให้ขี้แตกเลย!”
“เอ่อ......”
เย่เฉินเส้นดำลงเต็มหน้าผาก ประโยคนี้หลุดจากปากเด็กสาวที่ดูอ่อนแอปวกเปียกอย่างกับไมยราบ กลับให้รสชาติที่แปลกล้ำไม่เบา
ระหว่างทั้งสองพูดคุยกัน กู้หนิงได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงเดินเร็ว ๆ เข้ามา
“อาเฉิน เป็นอะไรไหม บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
ใบหน้างามของกู้หนิงเต็มไปด้วยความร้อนรน เธอพลิกร่างเย่เฉินตรวจดูซ้ำไปซ้ำมาหลายตลบ
“พี่สะใภ้วางใจเถอะ มีฉันอยู่ ใครก็รังแกคุณชายเฉินไม่ได้” หลินซาซาเอามือทุบอกดังป้าบ ๆ
“ขอบใจนะซาซา เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ซุนเส้าจู่พวกนั้นมารังแกอาเฉินหรือเปล่า”
ในเมื่อล้วนเป็นชนชั้นสูงของเจียงเฉิง กู้หนิงย่อมรู้จักหลินซาซาอยู่แล้ว
“ฮ่า ๆ เปล่าสักหน่อย กลับกัน ซุนเส้าจู่ต่างหากที่......”
หลินซาซาหัวเราะกังวานก้องอย่างไม่อิดออด แล้วเล่าเหตุการณ์เมื่อครู่นี้อย่างมีชีวิตชีวาราวกับเห็นกับตา
