“ธรรมเนียมเดิมหรือ? เช่นนั้นใต้เท้าจ้าว ท่านเป็นเพื่อนร่วมงานของข้าที่ทำการผู้ควบคุมอาวุธเพลิงเสินจี หรือเป็นเพื่อนร่วมงานที่กรมโยธาธิการกันแน่?”
รอยยิ้มบนใบหน้าจ้าวอี้แข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะกลับเป็นปกติในทันที
“ใต้เท้าเจี่ยมู่กล่าวเกินไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกองบัญชาการหรือกรมโยธาธิการ มิใช่ล้วนทำงานแบ่งเบาภาระของฝ่าบาทและรับใช้ต้าเซี่ยหรอกหรือ?”
เจี่ยมู่โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ดวงตาจับจ้องขุนนางเจนสนามผู้นี้แน่วนิ่ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงกดดันอยู่หลายส่วน
“ใต้เท้าจ้าวกล่าวไม่ผิด ทว่าถึงจะเป็นขุนนางร่วมราชสำนัก แต่เมื่อแบ่งงานกันต่างหน้าที่ ก็ย่อมมีความใกล้ชิดห่างเหิน อีกทั้งยังมีกรณีที่ไม่ขึ้นต่อกันด้วย”
“แล้วใต้เท้าจ้าวเล่า จัดอยู่ในประเภทใด?”
เหงื่อเย็นผุดพรายบนหน้าผากจ้าวอี้ มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกว้างของชุดขุนนางก็สั่นเล็กน้อย
เดิมทีเขาเป็นเพียงหลางจงแห่งกองชำระบัญชีอวี้เหิงสังกัดกรมโยธาธิการ รากฐานของเขาอยู่ที่กองอวี้เหิง ทั้งอาวุธปืน ช่างหลวง และวัสดุ ล้วนเป็นงานถนัดของเขา
เมื่อวานนี้เฉียนเหวินชิง เสนาบดีกรมโยธาธิการ ตั้งใจมาพบเขาโดยเฉพาะ บอกว่างานทุกอย่างที่เกี่ยวกับอาวุธปืนถูกโอนไปสังกัดหน่วยงานแห่งใหม่ทั้งหมด
ผู้บังคับบัญชาในภายภาคหน้าของเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุยี่สิบกว่า อีกทั้งยังมีภูมิหลังเป็นนายทหารหยาบกระด้างจากด่านชายแดนทั้งเก้า
เฉียนเหวินชิงยังกำชับเป็นพิเศษว่า ต้องยึดธรรมเนียมเดิมของกรมโยธาธิการไว้ให้มั่น โอกาสที่จะชิงงานนี้กลับคืนมาในภายหน้ายังมีอีกมาก
ท้ายที่สุดยังให้คำมั่นว่าจะผลักดันเขาขึ้นไปอีกขั้น
นี่เองคือเหตุผลที่วันนี้เขากล้าต่อกรกับเจี่ยมู่ด้วยคำพูดกำกวม
แต่เขาคาดไม่ถึงเลยว่าเจี่ยมู่จะถามตรงถึงเพียงนี้ ยกเรื่องสังกัดและหน้าที่รับผิดชอบขึ้นมาวางบนโต๊ะอย่างเปิดเผย หากตอบพลาด ไม่รู้ว่าเสนาบดีเฉียนจะยังเห็นค่าเขาหรือไม่ แต่ถูกนายทหารตรงหน้ากลั่นแกล้งแน่
“ข้าน้อยได้รับการเสนอชื่อจากใต้เท้าเฉียนเหวินชิง เสนาบดีกรมโยธาธิการ แล้วกรมขุนนางก็โยกย้ายมาช่วยใต้เท้าจัดการงานในกองบัญชาการ หากกล่าวถึงฐานะตามหน้าที่ ย่อมต้องรับคำสั่งจากใต้เท้า”
“พูดได้ดี!”
