ระหว่างนั่งรถกลับ ฉู่เจียหนิงเงียบมาตลอด
เธอนั่งอยู่ตรงที่นั่งด้านหลังริมหน้าต่าง มงกุฎเล็ก ๆ ถูกถอดวางไว้บนตักแล้ว แสงไฟถนนด้านนอกค่อย ๆ เคลื่อนถอยหลัง ส่องใบหน้าเธอสลับสว่างสลับมืด
ฉู่หยุนจือนั่งอยู่ด้านหลังเบาะข้างคนขับ ส่วนรถเข็นพับเก็บไว้ในท้ายรถ เสื้อสูทคืนให้เซี่ยหวยซวี่ไปแล้ว บนตัวเหลือเพียงชุดกระโปรงผ้าชีฟองสีชมพู เข็มกลัดทิ่มจนไม่ค่อยสบายตัว เธอจึงไม่พิงพนัก นั่งหลังตรงตลอดทาง
เฉินซูหลานนั่งอยู่ตรงกลาง ก้มหน้าเลื่อนดูโทรศัพท์ รูปถ่ายคืนนี้มีคนส่งลงกลุ่มครอบครัวแล้ว เธอเลื่อนดูทีละรูป บางครั้งก็ยิ้มออกมา ฉู่เจี้ยนหัวนั่งหลับตาอยู่ด้านหน้า ดื่มไปไม่น้อย ใบหน้าจึงแดงระเรื่อ
“แม่” ฉู่เจียหนิงพลันเอ่ยขึ้น
“หืม?”
“วันนี้พี่หวยซวี่อวยพรวันเกิดพี่สาวด้วยค่ะ”
นิ้วของเฉินซูหลานหยุดค้างบนหน้าจอ เธอตั้งตัวไม่ทัน “พูดว่าอะไรนะ?”
“สุขสันต์วันเกิดค่ะ” ฉู่เจียหนิงหันมา น้ำเสียงแผ่วเบา ฟังไม่ออกว่ารู้สึกอย่างไร “ยังให้ของขวัญพี่สาวด้วย เป็นปากกาหมึกซึมด้ามหนึ่ง เขาบอกว่าเคยเห็นใบสมัครของพี่สาว เลยรู้ว่าพี่เกิดวันนี้เหมือนกัน”
ในรถเงียบไปครู่หนึ่ง
เฉินซูหลานค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น มองฉู่หยุนจือ
ฉู่หยุนจือไม่ได้มองเธอ เอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่าง
เฉินซูหลานอ้าปาก แต่ไม่มีเสียงใดหลุดออกมา แน่นอนว่าเธอรู้ว่าลูกสาวทั้งสองเกิดวันเดียวกัน ตอนนั้นโรงพยาบาลอุ้มเด็กสลับกัน เพราะเป็นวันเดียวกันและอยู่ในหอผู้ป่วยเดียวกัน เด็กทั้งสองคนเกิดห่างกันเพียงยี่สิบนาที เรื่องนี้ถูกหยิบมาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าตอนตามหาลูกกลับคืน เธอจะไม่รู้ได้อย่างไร
แต่เธอกลับลืมไปแล้ว
ตลอดเดือนกว่า ๆ มานี้ เธอยุ่งอยู่กับงานเลี้ยง ทั้งเลือกโรงแรม กำหนดเมนู เลือกชุดราตรี จัดรายชื่อแขก และคุยขั้นตอนงานกับช่างภาพ บนการ์ดเชิญพิมพ์ชื่อฉู่เจียหนิง บนเค้กก็เขียนชื่อฉู่เจียหนิง แม้แต่ตอนกล่าวคำอวยพรบนเวทีก็ยังเอ่ยแต่ชื่อฉู่เจียหนิง ทุกวันเธอคิดถึงเรื่องงานวันนี้ ทว่าไม่เคยนึกขึ้นได้เลยว่า ในวันเดียวกันนี้ยังมีลูกสาวอีกคนที่อายุครบสิบเจ็ดปี
