บ่ายวันถัดมา เซี่ยหวยซวี่ก็มาจริง ๆ แล้ววันจันทร์หลังเลิกเรียน เขาก็มาอีก
เขาไม่ได้พูดถึงเรื่องที่ได้ยินตรงหน้าประตูคืนนั้น ฉู่หยุนจือเองก็ไม่พูดถึงเช่นกัน
แต่เขาสังเกตได้ว่าฉู่หยุนจือยิ่งทำตัวสุภาพกับเขามากขึ้นเรื่อย ๆ
พอเขามา เธอจะพูดก่อนว่า “รุ่นพี่เซี่ย ไม่ต้องมาทุกวันก็ได้ค่ะ” ตอนเขาปอกแอปเปิลให้คุณป้าที่สถานีพยาบาล เธอก็จะกล่าว “ขอบคุณค่ะ รุ่นพี่เซี่ย” สุภาพเสียจนเหมือนเพิ่งรู้จักกัน
เซี่ยหวยซวี่ฟังแล้วก็ไม่ได้โต้แย้ง ถึงอย่างไรก็ยังมาเหมือนเดิม
วันจันทร์ หมอบอกว่าเธอดื่มน้ำอุ่นได้ทีละน้อยแล้ว วันอังคารช่วงเช้า เธอดื่มน้ำข้าวได้ โดยแต่ละครั้งดื่มได้แค่ครึ่งถ้วยเล็ก ๆ เซี่ยหวยซวี่จดทุกอย่างไว้ในบันทึกช่วยจำของโทรศัพท์
วันอังคารตอนบ่ายสามโมง ครูหลิวกับหลินเสี่ยวอวี๋มาเยี่ยม
พอหลินเสี่ยวอวี๋ก้าวเข้ามา ดวงตาก็แดงก่ำ เธอพุ่งไปข้างเตียง แต่ไม่กล้าแตะต้องอีกฝ่าย จึงได้แต่จับราวเตียงไว้ “เธอทำฉันตกใจแทบตาย! ฉันส่งข้อความหาเธอไปตั้งร้อยกว่าข้อความ!”
“สองวันก่อนโทรศัพท์ไม่ได้อยู่กับฉันน่ะ” ฉู่หยุนจือยิ้มให้เธอ “ตอนนี้ได้คืนมาแล้ว”
ครูหลิวนั่งลงข้างเตียง ถามถึงแผลก่อน แล้วถามเรื่องอาหารการกิน สุดท้ายก็หยิบกระดาษที่พับไว้แผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋า
“คะแนนสอบกลางภาคออกแล้ว” เธอคลี่กระดาษออก “ได้ที่สามของระดับชั้น ฟิสิกส์กับคณิตศาสตร์ได้ที่หนึ่งของระดับชั้นทั้งคู่”
หลินเสี่ยวอวี๋ชูสามนิ้วอยู่ข้าง ๆ ตื่นเต้นยิ่งกว่าฉู่หยุนจือเสียอีก “ที่สาม! คะแนนดีขึ้นจากสอบเดือนก่อนตั้งสี่อันดับ! เด็กห้องหนึ่งพวกนั้นแทบบ้าแล้ว!”
ฉู่หยุนจือมองใบแจ้งคะแนนอยู่นาน
คณิตศาสตร์ได้ 142 คะแนน ฟิสิกส์ได้ 98 คะแนน ส่วนเรียงความวิชาภาษาจีนโดนหักคะแนนไปไม่น้อยอย่างที่คิดไว้จริง ๆ ข้อสอบฟังภาษาอังกฤษช่วงที่สามก็ผิดไปสองข้อ คะแนนรวมแทบไม่ต่างจากที่เธอคาดหลังสอบเสร็จ
