(เพื่อฉลองคะแนนที่เพิ่มขึ้นเป็น 8.7 จึงเพิ่มตอนพิเศษ 2/3)
หลังเดินมาเกือบสองชั่วโมง เส้นทางข้างหน้าก็ขาดหายไป ถูกหน้าผาสูงชันขวางกั้นไว้
พวกเขายืนอยู่ริมหน้าผา ใต้ฝ่าเท้าคือผาสูงชันที่สูงกว่าสามสิบเมตร ผนังถ้ำเปียกลื่น มีมอสและเถาวัลย์ปกคลุมอยู่เต็มไปหมด
ข้างหน้าผามีน้ำตกกว้างใหญ่สายหนึ่ง ไหลทะลักจากที่สูงราวกับมังกรยักษ์สีขาว ก่อนฟาดลงสู่แอ่งน้ำลึกเบื้องล่างจนละอองน้ำฟุ้งกระจายไปทั่ว
เสียงดังครืนนครั่นครื้นสะเทือนจนแก้วหูชา
เสิ่นสวินชะโงกหน้ามองลงไปแวบหนึ่ง พลันรู้สึกเวียนหัวตาลาย จึงรีบถอยกลับมา “เราจะลงไปยังไง?”
“โรยตัวลงไป”
เจียงอวี่ตอบสั้นกระชับ ก่อนหยิบเชือกปีนเขาม้วนหนึ่งออกจากเป้ แล้วเริ่มตรวจดูสภาพเชือก
เขาเดินไปริมหน้าผา เลือกต้นไม้ที่แข็งแรงพอเป็นจุดยึด ผูกเชือกเข้ากับลำต้นอย่างแน่นหนา ทำปมเชือกระดับมืออาชีพหลายปม จากนั้นก็โยนปลายเชือกอีกด้านลงไปด้านล่าง
“ฉันลงไปก่อน”
เขาคล้องตัวล็อกนิรภัยเข้ากับสายรัดเอว แล้วพลิกตัวลงจากหน้าผาเป็นคนแรก ใช้เท้าถีบผนังถ้ำ รักษามุมระหว่างร่างกายกับหน้าผาให้มั่นคง ก่อนควบคุมความเร็วในการโรยตัวลงอย่างชำนาญ
คนอื่น ๆ เริ่มเตรียมตัวตามกันไป
เสิ่นสวินอยู่ในลำดับกลาง ๆ ลู่หว่านถังเดินเข้ามาตรวจอุปกรณ์ของเธอ แล้วผูกเชือกนิรภัยเพิ่มให้อีกเส้นตรงเอว โดยปลายอีกด้านผูกไว้กับตัวเอง
นี่เป็นเพียงมาตรการความปลอดภัยตามมาตรฐาน
ลู่หว่านถังกำชับอย่างให้กำลังใจว่า “คุมจังหวะให้ดี ทำตามที่ฝึกมา”
เสิ่นสวินทำมือเป็นสัญลักษณ์ “โอเค” ให้เธอโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย จากนั้นก็เลียนแบบท่าทางของเจียงอวี่ที่ลงไปก่อน พลิกตัวลงไปอย่างคล่องแคล่วเด็ดขาด
ขาทั้งสองข้างถีบผนังถ้ำได้อย่างมั่นคง จุดศูนย์ถ่วงของร่างกายอยู่ในตำแหน่งที่ดีเยี่ยม ไม่มีอาการเกร็งหรือหวาดกลัวอย่างคนทั่วไปที่เพิ่งห้อยตัวอยู่กลางอากาศเป็นครั้งแรกเลย
