ชายสวมหน้ากากเถาวัลย์ยื่นนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว เน้นน้ำเสียงว่า “ตอนนี้ทั่วสาธารณรัฐลาโม่ ไม่มีใครสักคนเดียวที่เอาชนะท่านผู้อาวุโสได้!”
เสิ่นสวินตะลึงไปเล็กน้อย “เก่งขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“แน่นอนอยู่แล้ว” ชายสวมหน้ากากเถาวัลย์ส่งเสียงหึหึเบา ๆ ในคอ พร้อมความศรัทธาที่คลั่งไคล้ “ท่านผู้อาวุโสคือเพดานพลังการรบ คนบอบบางแบบคุณนี่ ท่านผู้อาวุโสแค่เป่าลมปากเดียวก็ส่งคุณปลิวไปอวกาศได้เลย”
เสิ่นสวินไม่เชื่อ
ชายสวมหน้ากากเถาวัลย์มองท่าทางงงงวยของเสิ่นสวิน แล้วพูดเสริมว่า “แต่เอาเถอะ ไม่ต้องมาถามฉันเรื่องการสืบทอดคืออะไร เพราะฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ทั่วสาธารณรัฐมีเพียงท่านผู้อาวุโสคนเดียวที่รู้ ผ่านมาหลายปี หอคอยทะลุฟ้ามีคนมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พัน ก็มีคนจากไปไม่รู้เท่าไหร่
อัจฉริยะ สัตว์ประหลาด คนบ้า สารพัดแบบ มากมายเหมือนปลาในแม่น้ำ แต่ไม่มีสักคนเดียวที่ได้รับการสืบทอด
ไม่มีสักคนเดียว”
เสิ่นสวินฟังจบ ก็สูดลมหายใจเย็นยะเยือกเข้าปอด
แขนเล็กขาเล็กแบบเธอ ไล่ตามบาร์บ้าน้ำเงินตัวเดียวก็ไม่ทันแล้ว ไปแย่งชิงการสืบทอด จะไม่กลายเป็นตัวสังเวยไปหรือไง?
ไม่เอาดีกว่าไม่เอา
ในใจแอบหาข้ออ้างให้ตัวเองลงจากหลังเสือ
ของที่มีอยู่ในชะตาสักวันย่อมได้มา ของที่ไม่มีในชะตาเถิงก็ไร้ประโยชน์
มาที่นี่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะได้อะไรลอย ๆ อย่างการสืบทอดอยู่แล้ว แค่ต้องการแข็งแกร่งขึ้น แค่อยากขนของดีกลับไปที่นครเซิ่งซวิน
ได้มาก็ดีที่สุด ไม่ได้ก็ไม่ขาดทุน
ปรับสภาพจิตใจได้แล้ว เสิ่นสวินนึกถึงรายละเอียดอีกอย่างในการสื่อสารเมื่อกี้ ก็เต็มไปด้วยความสงสัย
“พี่หน้ากาก ฉันมีคำถามหน่อย” เสิ่นสวินชี้ไปที่หินกลมสามลูกที่ลอยอยู่เหนือหัวของตัวเอง “ในกฎไม่ได้เขียนไว้หรือไงว่าไม่อนุญาตให้ผู้เข้ารับการฝึกทะเลาะกัน? แล้วทำไมเมื่อกี้ท่านผู้อาวุโสถึงบอกว่าฉันขโมยมาได้สามลูก ถือว่าถึงเกณฑ์ผ่านแล้ว?”
