เสิ่นสวินเดินไปหยุดตรงรอยแยกของหินที่มีหญ้าแสงจันทร์ขึ้นอยู่
แสงสีเงินนวลยังคงส่องเรืองรองอย่างเงียบงันในความมืด ใบรูปดาวกึ่งโปร่งแสงไหวระริกไปตามสายลมแผ่วเบา
นี่คือหญ้าแสงจันทร์ที่อีเว็ตต์เฝ้าคิดถึงและตามหามาตลอด
เสิ่นสวินหยิบมีดหินพลังงานดาวออกมา ค่อย ๆ แซะดินลงไปตามขอบรอยแยก จนงัดก้อนดินขนาดใหญ่ที่ติดรากพืชขึ้นมาด้วย
จากนั้นเธอก็ใส่หญ้าแสงจันทร์ลงในถุงกันน้ำ แล้วหันไปโยนให้อีเว็ตต์
อีเว็ตต์รับถุงกันน้ำไว้อย่างลนลาน ประคองมันไว้แนบอก ราวกับกำลังถือสมบัติล้ำค่าหายาก
“ตอนนี้ได้หญ้ามาแล้ว เธอก็ต้องบอกฉันได้แล้วว่าพวกพ้องของฉันอยู่ที่ไหน”
เสิ่นสวินมองเธอโดยไม่กังวลเลยสักนิดว่าอีเว็ตต์จะหนีไปหลังได้ของแล้ว
อีเว็ตต์ก้มมองถุงกันน้ำในมือ สูดลมหายใจลึก ก่อนหยิบแผนที่ออกมา
“ร่องรอยที่น้ำป่าพัดผ่านแยกออกเป็นสองทางตรงนี้ สายใหญ่ไหลลงไปตามลำน้ำสายหลัก ส่วนอีกสายที่เล็กกว่าพัดเข้าไปในหุบเขาลึกใหญ่หลังเส้นทางบนเขานี้”
อีเว็ตต์ชี้ไปยังเส้นคดเคี้ยวบนแผนที่
เสิ่นสวินรับแผนที่มาดูแนวภูมิประเทศอย่างละเอียด
อีเว็ตต์ชี้ตำแหน่งบนแผนที่แล้วเสริมว่า “ตอนนั้นฉันเห็นพวกเขาถูกกระแสน้ำพัดไป ถ้าไม่เจอพวกเขาที่ปลายน้ำ ก็มีแต่จะถูกพัดเข้าไปในหุบเขาลึกใหญ่นั่น”
ภูมิประเทศในหุบเขาลึกใหญ่ซับซ้อนกว่าป่าผืนนี้เสียอีก และดูจากท่าทีที่สัตว์ร้ายตัวนั้นยืนหยัดเฝ้าที่นี่เมื่อครู่แล้ว ภายในหุบเขาคงไม่สงบแน่