“ตะขาบพันปล้องที่เธอพูดถึงน่ะ มีกี่ตัวกันแน่?”
เสิ่นสวินจ้องตาอีลีสแล้วถามต่อ “มันมีจุดอ่อนไหม?”
อีลีสไม่ได้ตอบคำถามแรกของเสิ่นสวิน แต่ถามกลับว่า “เธอมีสมุดภาพสิ่งมีชีวิตไหม?”
เสิ่นสวินได้ยินดังนั้นก็พอจะประเมินนักสร้างตรงหน้าได้ อีกฝ่ายเอ่ยคำว่าสมุดภาพสิ่งมีชีวิตออกมาได้ แสดงว่าปลดล็อกฟังก์ชันนี้แล้ว
“มี”
เสิ่นสวินพยักหน้าตอบ
“มีก็ง่ายแล้ว พอเธอเห็นตะขาบพันปล้อง เธอก็จะรู้เองว่าจุดอ่อนของมันอยู่ตรงไหน”
อีลีสถอนหายใจโล่งอกแล้วพูดขึ้น
“รอหมอกจางแล้วพวกเราค่อยลงไป”
เสิ่นสวินสีหน้าไม่แสดงอะไร แต่ในใจแอบครุ่นคิด อีกฝ่ายพูดแค่ครึ่งเดียวเก็บไว้ครึ่งหนึ่ง ถามว่าตะขาบพันปล้องมีกี่ตัวก็ไม่ยอมบอก
แต่ขอเพียงลงไปข้างล่าง สมุดภาพปรากฏขึ้น จุดอ่อนก็ชัดเจนเอง
ทุกคนล้วนมีไพ่ตายของตัวเอง ไม่มีใครอยากให้ใครเอาไปใช้เป็นเครื่องมือง่าย ๆ หรอก
ทางฝั่งทีมฝรั่งเศส ผู้ชายหลายคนกำลังเก็บอุปกรณ์
ลุคเอาเชือกไนลอนเส้นหนึ่งพันไว้ที่แขน สายตาเหลือบมองมาทางเสิ่นสวินเป็นระยะ
เขาไม่เห็นว่าสามคนของเสิ่นสวินมีอะไรพิเศษ ในมือยังถืออาวุธเย็นกับหน้าไม้ยิงตะปูสำหรับงานก่อสร้างอยู่เลย
การจัดอุปกรณ์แบบนี้ ถ้าเอาไปใช้กลางป่า อย่างมากก็แค่พอเอาตัวรอดแบบกระเสือกกระสนเท่านั้น
ลุคเดินไปหาอีลีสแล้วบ่นเสียงเบา “ทำไมต้องพาสามคนนั้นมาด้วย เป็นตัวถ่วงชัด ๆ”
อีลีสถลึงตาใส่เขา ส่งสัญญาณให้หุบปาก
เวลาผ่านไปทีละวินาที
ทิศทางลมในหลุมเปลี่ยนไป
หมอกหนาสีม่วงขาวที่เดิมนิ่งอยู่กับที่เริ่มปั่นป่วน ลอยตามรอยแตกของหน้าผาขึ้นไปจนสลายหาย
