เสิ่นสวินนั่งอยู่ตรงข้ามเธอ มองเจ้าหญิงที่กำลังเผชิญกับศรัทธาพังทลายอย่างสงบนิ่ง “ฉันคิดยังไงไม่สำคัญ อีเว็ตต์ สิ่งสำคัญคือเธอเห็นอะไรกับตาตัวเอง และในใจคิดอย่างไรต่างหาก”
อีเว็ตต์กำกระดาษหนังแกะในมือแน่น พูดความคิดที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจออกมาอย่างติดขัด “เรา... จะปิดประตูเมืองแล้วขังพวกเขาไว้ข้างนอกแบบนี้ไม่ได้ ถ้าทำอย่างนั้นจะต่างอะไรกับลงมือฆ่าพวกเขาเอง?”
“แล้วพวกขุนเธอพวกนั้นก็ยังขนเสบียงเข้าไปเก็บในปราสาทของตัวเองไม่หยุด! ผู้ประสบภัยนอกเมืองไม่มีแม้แต่อาหารสักคำ... อย่างน้อยเราก็ควรหาอาหารให้พวกเขา มีที่หลบฝนให้พวกเขา แค่นั้นก็ยังดีกว่าปล่อยให้อดตายทั้งเป็นแบบนี้!”
เสิ่นสวินฟังจบก็พยักหน้า “เห็นไหม แค่นี้ก็คิดหาทางออกได้แล้ว”
“น้ำตากับคำภาวนาเอาอาหารมาให้ไม่ได้ แต่เธอบอกความคิดพวกนี้กับพ่อของเธอได้ ให้เขาเห็นว่าลูกสาวของเขาคิดยังไง”
อีเว็ตต์ลุกขึ้น ยัดกระดาษหนังแกะกลับเข้าไปในแขนเสื้ออย่างระมัดระวัง แล้วรีบกลับวังทั้งคืน
เธอขอให้เสด็จพ่ออนุญาตให้เข้าร่วมจัดการภัยพิบัติครั้งนี้
ข่าวนี้ราวกับก้อนหินที่ตกลงบนผิวน้ำอันสงบนิ่ง ไม่นานก็ทำให้วงสังคมขุนเธอปั่นป่วนราวคลื่นนับพัน
บางคนแอบหัวเราะเยาะ บอกว่าเจ้าหญิงผู้ไร้เดียงสาถูกคนยุยงจนคิดเพ้อฝันว่าจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับงานราชการของผู้ชาย ช่างไม่รู้จักประมาณตน
ขุนเธอเจ้าเล่ห์บางคนเริ่มกังวลว่าเจ้าหญิงกำลังคิดจะอาศัยข้ออ้างเรื่องบรรเทาทุกข์เพื่อรวบรวมใจประชาชน เกรงว่าจะสั่นคลอนผลประโยชน์ที่พวกเขาหยั่งรากฝังลึกไว้