มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนิงโจว หอประชุมใหญ่
แม้เครื่องปรับอากาศจะทำงานเต็มกำลังแล้ว แต่ก็ยังขจัดความอบอ้าวจากคนกว่าสองพันคนไม่หมด
เซียวหลินนั่งอยู่ท่ามกลางฝูงชน ฟังชายชราบนเวทีกล่าวอย่างออกรส
“วันที่ 17 กรกฎาคม โรงพยาบาลเหรินอ้ายในเมืองหนิงโจวเกิดเหตุผู้ตายฟื้นคืนชีพ ผู้ที่ฟื้นขึ้นมามีผิวหนังหลุดลอกทั่วร่าง จิตใจคลุ้มคลั่ง และเริ่มกัดกินศพ”
“โรงพยาบาลแห่งนั้นอยู่ห่างจากที่นี่เพียงห้ากิโลเมตร ระยะห้ากิโลเมตรนี้เองคือระยะห่างระหว่างพวกคุณกับการรุกรานจากความลึกลับ”
“โลกของเรากำลังกลายเป็นสิ่งแปลกหน้า เราควรรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างไร?”
เขาเคาะกระดานดำ “วิชาลี้ลับสมัยใหม่ วิชานี้คือเครื่องมือใหม่ของพวกเรา”
น้ำเสียงของชายชราหนักแน่นทรงพลัง ส่วนหยางฉีที่นั่งอยู่ข้างเซียวหลินก็ตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ
“โว้ย สุดยอดไปเลย! ฉันได้ฟังบรรยายของเยว่ไท่โจวด้วย! ให้ตายสิ!”
“ต้องตื่นเต้นขนาดนั้นเลยเหรอ?” เซียวหลินเหลือบมองเขาอย่างไม่ยี่หระ
“แน่นอนสิ! อาจารย์เยว่เป็นผู้วางรากฐานวิชาลี้ลับสมัยใหม่ ได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนมนุษยชาติในยามวิกฤต เพื่อต่อสู้กับการรุกรานจากความลึกลับ และยังได้รับการยกย่องว่าเป็นคนที่มีโอกาสช่วยโลกไว้ได้มากที่สุด!”
“ถ้าได้พบเขาตามลำพังสักครั้ง ต่อให้ตายก็ไม่เสียดายแล้ว”
เห็นหยางฉีคลั่งไคล้ถึงเพียงนี้ เซียวหลินก็ขนลุกซู่
เขาถึงกับสงสัยว่า ถ้าเยว่ไท่โจวยืนอยู่ตรงหน้า หยางฉีคงเข้าไปกอดแล้วหอมแก้มอีกฝ่ายสักสองทีแน่
แต่เขาก็แอบสงสารหยางฉีอยู่บ้าง เพราะต่อให้เฝ้าฝันมากแค่ไหน ก็คงไม่มีโอกาสอยู่ดี
นักวิชาการระดับนี้กับพวกเขาเป็นคนละโลกกันโดยสิ้นเชิง
หากเยว่ไท่โจวไม่ได้บังเอิญมาที่มหาวิทยาลัยของพวกเขาเพื่อร่วมพิธีเปิดหลักสูตร ตลอดชีวิตนี้เขาคงไม่มีโอกาสได้พบอีกฝ่าย
การบรรยายกินเวลาเพียงสี่สิบนาที แต่ก็ทำให้นักศึกษาหลายคนประทับใจ รวมถึงหยางฉีด้วย
ทันทีที่พิธีจบลง เขาก็รีบร้อนตรงไปลงทะเบียนสมัครที่ช่องรับสมัคร
เขาบอกว่าจะอุทิศตนให้กับภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการ “กอบกู้ชะตากรรมของมนุษยชาติ”
เห็นเขาโก่งก้นเบียดเสียดไปมาในฝูงชนราวกับปลาซาร์ดีน เซียวหลินก็พูดไม่ออก ตัดสินใจกลับหอพักไปก่อน
เมื่อออกจากหอประชุม แสงแดดด้านนอกกำลังพอดี บรรยากาศในมหาวิทยาลัยสงบเงียบ ราวกับภัยคุกคามจากความลึกลับที่กำลังรุกรานโลกไม่มีอยู่จริง
เซียวหลินคิดเรื่องมื้อกลางวันไปพลาง เดินตามฝูงชนลงบันไดไปพลาง เดินลงมาได้ครึ่งทาง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“นักศึกษาเซียวหลิน กรุณาหยุดก่อน”
เขาหันกลับไป เห็นชายหนุ่มสวมสูทเรียบร้อยยืนอยู่บนบันได สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
คนคนนี้ดูคุ้นตา แต่เซียวหลินนึกไม่ออกชั่วขณะว่าเคยเห็นที่ไหน
“ขอทราบได้ไหมว่าคุณคือ...”
“ฉีไห่เชิง ผู้ช่วยของศาสตราจารย์เยว่ไท่โจวครับ” อีกฝ่ายตอบเสียงเรียบ
เซียวหลินนึกออกทันที ใช่แล้ว ก่อนเยว่ไท่โจวขึ้นเวทีบรรยาย คนคนนี้เป็นคนปรับไมโครโฟน
แต่ทำไมเขาถึงรู้ชื่อของตัวเอง?
“มีธุระอะไรหรือครับ?” เซียวหลินถาม
ฉีไห่เชิงมองเขาด้วยแววตาคล้ายกำลังพินิจพิเคราะห์ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “ศาสตราจารย์อยากพบคุณ”
เซียวหลินงุนงง เขาจำไม่ได้ว่าตัวเองมีอะไรเกี่ยวข้องกับเยว่ไท่โจว ในการบรรยายเมื่อครู่ เขาก็เป็นเพียงหนึ่งในหัวสองพันหัวเท่านั้น
“ครั้งนี้ท่านมาที่นี่เพื่อตามหาคุณโดยเฉพาะ อยากคุยกับคุณเรื่องประตูบานนั้น” ฉีไห่เชิงกล่าวต่อ
ความเย็นเยียบพลันปะทุขึ้นในใจเซียวหลิน แล้วแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
ราวหนึ่งเดือนก่อน เซียวหลินประสบกับการรุกรานจากความลึกลับ
ความฝันของเขาถูกตรึงไว้ ทุกครั้งที่ฝันจะเห็นประตูหินมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ในความมืด
มันแง้มเปิดออกเพียงรอยแยกเล็กน้อย สีสันเจิดจ้าหลั่งไหลออกมา
เขาไม่เคยเล่าความฝันนี้ให้ใครฟังเลยสักคน แล้วทำไมเยว่ไท่โจวถึงรู้?
……
ห้านาทีต่อมา เซียวหลินก็ได้พบเยว่ไท่โจวในห้องทำงานชั่วคราว
ชายชรากำลังก้มหน้าอ่านรายงานฉบับหนึ่ง มุมรายงานแปะรูปถ่ายของเซียวหลินเอาไว้
ดูจากความหนาของรายงาน อีกฝ่ายคงรู้กระทั่งว่าเขามีกางเกงในกี่ตัว
เยว่ไท่โจวไม่ได้พูดอะไร เพียงผายมือให้เขานั่ง แล้วอ่านเอกสารต่ออย่างตั้งใจ
เซียวหลินเองก็ไม่ได้พูดอะไร เขานั่งรอเงียบ ๆ พลางครุ่นคิดไปด้วย
“คุณคงสงสัยมากสินะ ว่าทำไมผมถึงรู้เรื่องความฝันของคุณ?” เยว่ไท่โจวถามขึ้นกะทันหัน
เซียวหลินชะงัก แล้วพยักหน้า
“ถ้าอยากรู้ คุณต้องตอบคำถามผมสามข้อ”
“เชิญถามครับ” เซียวหลินตอบอย่างไม่ยินดียินร้าย
เยว่ไท่โจวปิดแฟ้มเอกสาร แล้วประสานมือวางลงบนแฟ้ม
“คำถามแรก คุณคิดว่าหลังประตูบานนั้นมีอะไร?”
เซียวหลินไม่รู้จะตอบอย่างไรอยู่ชั่วขณะ เพราะเขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน
“บอกแค่ความรู้สึกก็พอ” ศาสตราจารย์กล่าว
เซียวหลินไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง “บางอย่าง...ที่ทรงพลังอย่างยิ่ง เป็นสิ่งที่อยู่ ณ จุดสูงสุดอย่างแท้จริง”
เยว่ไท่โจวมองเขา แววตาสงบนิ่ง “คำถามที่สอง คุณคิดว่ามีปัจเจกบุคคลเพียงคนเดียวที่สามารถสร้างโลก และส่งผลต่อเส้นทางอารยธรรมได้หรือไม่?”
“ผมเป็นคนไม่เชื่อในพระเจ้า” คราวนี้เซียวหลินตอบอย่างไม่ลังเล
เยว่ไท่โจวไม่ได้แสดงความเห็น เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนถามคำถามข้อที่สาม “คำถามสุดท้าย คุณอยากเป็นผู้ก้าวข้ามธรรมดา เพื่อช่วยโลกไหม?”
ถ้าเป็นหยางฉี ตอนนี้คงตื่นเต้นจนร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลไปแล้ว
แต่เซียวหลินกลับตรงกันข้าม เขา...ตั้งใจจะปฏิเสธ
เซียวหลินเป็นคนไร้ครอบครัว ญาติพี่น้องของเขาต่างสร้างครอบครัวใหม่กันไปตั้งนานแล้ว
เพื่อความอยู่รอด ชีวิตของเขาจึงคับแคบอย่างยิ่ง
แทบไม่เคยเสียเวลา ใช้เงินทุกบาทอย่างประหยัด ไม่ไล่ตามความฝันหรือความรัก เลือกความบันเทิงที่ถูกที่สุด
หยางฉีชอบล้อว่าเขาใช้ชีวิตเหมือนสัตว์ตัวหนึ่ง และเขาก็คิดว่าคำเปรียบเปรยนี้ตรงทีเดียว
เขาเป็นสัตว์ที่เร่ร่อนอยู่ในเมือง ไร้จุดหมาย มีชีวิตอยู่ไปวัน ๆ เท่านั้น
จะให้ “สัตว์” แบบนี้ไปช่วยโลกเนี่ยนะ? ทำไมล่ะ?
สิ่งที่เขาได้รับจากโลกนี้ก็มีไม่มากนี่นา...
คนที่จะช่วยโลกไม่ควรเป็นคนที่มีความสุขกว่านี้หรอกหรือ?
“ขอโทษครับ ศาสตราจารย์ ผมคงรับข้อเสนอนี้ไม่ได้” เซียวหลินลุกขึ้นยืน แล้วโค้งให้เยว่ไท่โจวเล็กน้อย
“คุณไม่คิดจะถามรายละเอียดก่อนหรือ?”
“ผมว่าไม่จำเป็นครับ การช่วยโลกไม่ใช่ทางเลือกที่ดึงดูดใจสำหรับผม ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับโลกใบนี้...ไม่ค่อยดีนัก”
“ได้ งั้นเราลองเปลี่ยนมุมมอง โดยเริ่มจากมุมของคุณ” ศาสตราจารย์มองเขาด้วยแววตาลุ่มลึก “คุณเคยคิดไหมว่าการปฏิเสธหมายถึงอะไร?”
“หมายถึงอะไรครับ?” เซียวหลินไม่เข้าใจ
“ก็เหมือนกับว่า...ในปี 1969 คุณมีโอกาสได้เป็นนักบินอวกาศคนแรกของโลกที่เหยียบดวงจันทร์ แต่คุณกลับสละโอกาสนั้นไป”
ร่างเซียวหลินสั่นสะท้าน ราวกับมีบางสิ่งระเบิดดังสนั่นขึ้นในสมอง
ภายในห้องเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงเพลงที่ดังแผ่ว ๆ จากห้องกระจายเสียงของมหาวิทยาลัย
นั่นคือเพลง “ตำนานอวกาศลับ” ของเดวิด โบวี
“ศูนย์ควบคุมภาคพื้นเรียกผู้พันทอม”
“คุณสร้างประวัติศาสตร์ได้สำเร็จแล้ว”
“สื่ออยากรู้ว่าคุณสวมเสื้อของทีมไหน”
เซียวหลินรู้จักเพลงนี้
ปี 1969 ตอนที่ยานอวกาศมีมนุษย์ลำแรกซึ่งมุ่งหน้าสู่ดวงจันทร์ทะยานขึ้น ผู้พันทอมก็ขึ้นยานออกเดินทางสู่อวกาศเช่นกัน
ความกล้าหาญของเขาเป็นที่จับตามองทั่วโลก แต่เขากลับไม่ได้ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงเหมือนคนกลุ่มแรก
เขาขาดการติดต่อกับโลก และหลงทางอยู่ในจักรวาลอันไร้ขอบเขตตลอดกาล
“การมุ่งหน้าสู่การผจญภัยอันยิ่งใหญ่ คือความโรแมนติกขั้นสุดที่อยู่เหนือความเป็นความตาย” ศาสตราจารย์เยว่กล่าวขึ้นเบา ๆ
“ไม่ว่าจะเป็นชะตากรรมของอาร์มสตรองหรือผู้พันทอม ผมก็ยินดีรับทั้งคู่ สิ่งที่ผมรับไม่ได้คือ การที่ผมไม่เคยได้ก้าวไปบนเส้นทางนี้เลย”
ชั่วพริบตา เซียวหลินคล้ายเห็นจรวดขนาดมหึมาทะยานขึ้นท่ามกลางเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ ทิ้งเปลวไฟยาวเหยียดมุ่งสู่ฟากฟ้า
แต่เขาไม่ได้อยู่บนจรวด เขาเพียงยืนแหงนมองจากพื้นดิน
“ผมจะได้เห็นสิ่งที่คนอื่นไม่มีวันจินตนาการถึง ใช่ไหมครับ?” เซียวหลินค่อย ๆ นั่งลง
“ใช่” เยว่ไท่โจวตอบเสียงแผ่ว
