หลินเยว่รู้สึกขยะแขยงก็จริง แต่ในใจก็กำลังคิดว่าจะตอบกลับอย่างไรต่อไป
จังหวะตรงนี้ต้องกะให้พอดี
ถ้าเย็นชาเกินไป อีกฝ่ายก็จะอ่านทางเขาไม่ออก เผลอ ๆ อาจหันไปมองหาเหยื่อรายต่อไปทันที
ถ้ากระตือรือร้นเกินไป ก็จะดูจงใจจนอีกฝ่ายสงสัย
ต้องทำให้เธอรู้สึกว่ากระดูกแข็ง ๆ อย่างเขากำลังค่อย ๆ อ่อนลง เป็นคนประเภทที่ต้องใช้เวลาสนิทด้วย ค่อย ๆ ทำให้ใจอ่อนอย่างอดทน
พอคิดได้แบบนั้น น้ำเสียงของเขาก็ผ่อนคลายลงจากก่อนหน้าเล็กน้อย
“ไม่มีอะไรหรอก กลางวันเอาแต่ขับรถ เลยไม่ได้ดูข้อความ”
“พี่เหนื่อยแย่เลยสิ ขับรถมันเหนื่อยมากใช่ไหม ทั้งโดนลมทั้งโดนแดด หนูเห็นแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้เลย”
ปลายนิ้วของหลินเยว่ชะงักบนหน้าจอ เขาไม่ได้รับมุกนั้น ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดต่อ
ทางซูหว่านเองก็ไม่ปล่อยให้บทสนทนาเงียบลง รีบส่งข้อความตามมาอีกประโยค
“ให้หนูอยู่คุยเป็นเพื่อนไหมพี่ จะได้คลายเบื่อ ตอนนี้หนูก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว ขับรถคนเดียวมันน่าเบื่อจะตาย”
หลินเยว่จ้องข้อความนั้นแล้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
คุยก็คุย
ยังไงว่างอยู่ก็ไม่มีอะไรทำพอดี ลองหยั่งเชิงดูหน่อยว่าผู้หญิงคนนี้กำลังคิดจะทำอะไร และชาตินี้เธอวางแผนอะไรไว้อีก
“คุยก็ได้ ยังไงก็นอนไม่หลับอยู่แล้ว”
พอข้อความนี้ถูกส่งออกไป อีกฝ่ายก็เหมือนจะถอนหายใจโล่งอก น้ำเสียงในข้อความที่ตอบกลับมาพลอยร่าเริงขึ้นเล็กน้อย
“พี่ใจดีจัง หนูนึกว่าพี่เป็นพวกเย็นชาที่ไม่คุยกับใครซะอีก ไม่คิดเลยว่าพอคุยแล้วจะเป็นกันเองขนาดนี้”
“แล้วแต่สถานการณ์ ถ้าเจอคนที่คุยไม่รู้เรื่องก็ขี้เกียจคุยด้วย เสียเวลาเปล่า”
