เวินเหยาฝันไป
เป็นความฝันที่ชัดเจนผิดปกติ แต่ก็ประหลาดอย่างยิ่ง
ในความฝัน เธอมองดูชีวิตทั้งชีวิตของตัวเองผ่านมุมมองบุคคลที่สาม ไม่สิ พูดให้ถูกคือชีวิตทั้งชีวิตของเสิ่นอี้ชวนกับมู่เซิงเซิง
ราวกับละครโทรทัศน์เรื่องยาวฉายต่อเนื่องไม่รู้จบ เรื่องราวเกิดขึ้นในยุคที่ผู้คนตื่นพลังพิเศษหลังวันสิ้นโลกมาเยือน
ในบทละครเรื่องนี้ เสิ่นอี้ชวนเป็นพระเอก ส่วนมู่เซิงเซิงเป็นนางเอก เนื้อเรื่องหลักกล่าวถึงความรัก ความแค้น และการเติบโตของเสิ่นอี้ชวน ผู้บัญชาการฐานที่มั่นผู้วางแผนอย่างแยบยล กับมู่เซิงเซิง คุณหนูตกอับ
ส่วนเวินเหยาอย่างเธอ สรุปง่าย ๆ ก็คือบันไดให้พระเอกก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ แถมยังตายอย่างไม่เป็นธรรมสุด ๆ
ทำงานอย่างขยันขันแข็งมาหลายปี กลับถูกใส่ร้ายว่าคบคิดกับตงโจว ถูกทรมานอย่างแสนสาหัสในคุกใต้ดินอันมืดมิด อยากมีชีวิตอยู่ก็ไม่ได้ อยากตายก็ไม่สำเร็จ สุดท้ายถูกเสิ่นอี้ชวนยิงตายอย่างไร้ความปรานี
ไม่มีใครใส่ใจสิ่งที่เธอทุ่มเท ไม่มีใครจดจำผลงานของเธอ ในเขตที่สิบสามแห่งเป่ยโจว ทุกคนต่างตราหน้าว่าเธอเป็นคนทรยศ
ตอนจบของเรื่อง เสิ่นอี้ชวนทุ่มเทวางรากฐานจนในที่สุดได้เป็นผู้ปกครองเป่ยโจว ลงมือกำจัดจี้หมิงเฉิน ตัวร้ายใหญ่ผู้ก่อหายนะแก่โลกด้วยตนเอง จากนั้นก็ปกครองเขตที่มนุษย์ยังหลงเหลืออยู่ด้วยมาตรการเด็ดขาด กลายเป็นผู้ครองดินแดนและแสงสว่างแห่งฝ่ายธรรมะ
มู่เซิงเซิงร่วมทุกข์ร่วมสุขกับเสิ่นอี้ชวนมาหลายปี สุดท้ายก็เปิดประตูหัวใจที่ปิดตายมานานของเขาได้ และกลายเป็นหญิงที่เขารักที่สุด
มู่เซิงเซิงยังทิ้งภาพเฟรมสุดท้ายไว้ พร้อมประโยคคลาสสิกอันสดใสเจิดจ้าว่า “มาทำความรู้จักกันใหม่ ฉันชื่อมู่เซิงเซิง มู่ที่แปลว่าไม้ เซิงที่แปลว่าขลุ่ยเซิง”
นับแต่นั้น โลกก็สงบสุข ทั้งสองลงเอยกันอย่างสมบูรณ์แบบ
เวินเหยา: …
นี่มันละครน้ำเน่าโบราณเรื่องอะไรกัน!?
เธอมีชีวิตอยู่ในโลกที่สมจริงและมีชีวิตชีวาถึงเพียงนี้ หลายปีมานี้ทั้งคุณธรรมที่ยึดมั่น ศรัทธาที่ไม่เคยสั่นคลอน และความรักที่จริงใจ ท้ายที่สุดกลับมีไว้เพื่อผลักดันความรักน้ำเน่าของพระเอกนางเอกงั้นหรือ?
เวินเหยาตื่นขึ้นมาท่ามกลางความโกรธแค้นและไม่ยินยอม ตอนที่เริ่มรู้สึกตัว เธอได้ยินเสียงฝนด้านนอกตกหนัก หยดน้ำฝนกระทบหน้าต่างกระจกดังเปาะแปะ
ภายในห้องกลับเงียบเหงาและสงัด กลิ่นแอลกอฮอล์ลอยคลุ้งในอากาศ ข้าง ๆ ยังมีเสียงโลหะกระทบถาดดังแผ่วเบา
เสียงเหล่านั้นทำให้เธอรู้สึกเหมือนอยู่ในโรงพยาบาลหรือห้องทดลอง
ตอนเวินเหยาพยายามลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก เธอเห็นเงาร่างในชุดขาวไหววูบอยู่ตรงหน้า ทว่าแสงไฟจ้าจนแยงตา กระตุ้นให้เธอหลั่งน้ำตาออกมาโดยไม่รู้ตัว
เสียงทุ้มต่ำเจือรอยยิ้มของชายคนหนึ่งดังมาจากเหนือศีรษะ “เป็นอะไรไป ผมทำคุณเจ็บหรือ?”
เวินเหยาพอจะเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว ดูเหมือนมีคนใจดีช่วยเธอไว้ และตอนนี้หมอกำลังเย็บแผลที่แขนให้เธอ
เธอไม่ได้คิดอะไรมาก แค่ส่ายหน้าอย่างให้ความร่วมมือ “เปล่า”
“คุณหมอ ขอถามหน่อย…”
ชายคนนั้นหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะแผ่วบาง แต่สำเนียงกลับหยอกเย้าถึงขีดสุด “คุณหมอ?”
เวินเหยานึกทบทวนเสียงนี้ ก่อนจะเบิกตาขึ้นด้วยความตกใจทันที “จี้หมิงเฉิน?!”
ชายหนุ่มสวมเสื้อกาวน์สีขาว ยืนสูงสง่าตรงหน้าเธอ ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติ ดวงตาดอกท้อมีรอยยิ้มเมื่อสบตาเธอ น้ำเสียงยังคงเนิบช้าเอื่อยเฉื่อยเป็นนิสัย “ดูท่าคราวนี้จะฟื้นจริง ๆ แล้วสินะ”
จี้หมิงเฉินพูดพลางสวมถุงมือยางอย่างไม่รีบร้อน “คุณเวิน ดวงแข็งจริง ๆ เลยนะ…”
เวินเหยามองอีกฝ่ายกำลังทำแผลให้เธอจริง ๆ อารมณ์จึงซับซ้อนขึ้นมาชั่วขณะ
เธอถูกเสิ่นอี้ชวนทอดทิ้ง แต่กลับเป็นเขาที่ช่วยชีวิตเธอไว้
จี้หมิงเฉิน ผู้บัญชาการเขตที่สิบสี่แห่งตงโจว เป็นศัตรูคู่อาฆาตที่เธอกับเสิ่นอี้ชวนต่อกรด้วยมาหลายปี ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะว่าไม่สนิทก็ใช่ จะว่าสนิทก็ใช่—สนิทกันเพราะสู้กันนั่นแหละ
เขตที่สิบสามแห่งเป่ยโจวมีพรมแดนติดกับเขตที่สิบสี่แห่งตงโจว พวกเขาปะทะกันด้วยอาวุธอยู่บ่อยครั้งเพราะแย่งชิงทรัพยากร
ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่พบกัน บรรยากาศล้วนตึงเครียดพร้อมเปิดศึกเอาชีวิต เธอเคยใช้มีดกรีดชุดสูทของเขาขาดวิ่นหลายครั้ง ส่วนเขาปากเสีย กวนประสาท แถมยังวิปริต ทุกครั้งทำเอาเธอโกรธจนแทบระเบิด
ก่อนหน้านี้ นอกจากปกป้องดินแดนของตัวเองแล้ว ความฝันอีกอย่างที่แน่วแน่ที่สุดของเวินเหยาก็คือสังหารจี้หมิงเฉินด้วยมือตัวเอง เพื่อล้างแค้นให้กับน้องชายของเสิ่นอี้ชวน
แต่ตอนนี้ เขากลับกลายเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเธอไว้…
และ…ไม่ใช่แค่ตอนนี้ ในภาพที่ฉายวูบผ่านความฝันเมื่อครู่ เธอยังเห็นเหตุการณ์หลังจากตัวเองตายด้วย
ครึ่งเดือนหลังจากเธอตายอย่างอนาถในคุกใต้ดิน จี้หมิงเฉินก็ยกทัพบุกเป่ยโจวอย่างกะทันหัน กวาดล้างฐานที่มั่นทั้งเขตที่สิบสามจนเลือดนอง
ศึกครั้งนั้นดุเดือดและโหดร้ายเป็นพิเศษ ท้ายที่สุดเสิ่นอี้ชวนนำทีม ผู้มีพลังพิเศษทั้งหมดในเขตที่สิบสามร่วมมือกันล้อมปราบเขา แม้จี้หมิงเฉินจะรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ต้นกำเนิดพลังภายในร่างก็ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
ผู้มีพลังพิเศษทุกคนล้วนมีต้นกำเนิดพลัง สิ่งนี้มีรูปร่างคล้ายภาชนะกักเก็บพลัง หากต้นกำเนิดพลังเสียหาย พลังที่สะสมและดูดซับไว้แต่เดิมก็จะค่อย ๆ รั่วไหลจนหมดสิ้น และสูญเสียพลังพิเศษไปในที่สุด
ด้วยเหตุนี้ ตอนเสิ่นอี้ชวนนำทัพบุกตงโจว จี้หมิงเฉินจึงไร้กำลังต่อต้าน ทำได้เพียงใช้พลังที่เหลืออยู่เฮือกสุดท้ายจุดไฟเผาตัวเอง
บนชั้นบนสุดของโบสถ์สีขาวแห่งนั้น เขาดูราวกับเสียสติไปแล้ว แสงเพลิงสะท้อนใบหน้าหล่อเหลาชวนตะลึง เขาหัวเราะพลางก้าวเข้าไปในทะเลเพลิงที่กุหลาบลุกไหม้ ก่อนพุ่งตรงสู่ความตายอย่างไม่ลังเล
ภาพนั้นชวนสะเทือนใจและตื่นตะลึงอย่างยิ่ง ภูเขาไกล ๆ ถูกปกคลุมด้วยเมฆสีส้มแดง พื้นดินเต็มไปด้วยเปลวเพลิงโหมกระหน่ำ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกเผามอดไหม้จนหมดท่ามกลางควันหนาทึบที่พวยพุ่งขึ้นมา…
เวินเหยาเข้าสู่ความฝันผ่านมุมมองบุคคลที่สาม เธอไม่รู้ว่าทำไมจี้หมิงเฉินถึงจู่ ๆ ก็ยอมเสี่ยงชีวิตบุกไปเป่ยโจว และไม่รู้ว่าทำไมสุดท้ายเขาถึงยอมสละชีวิต เลือกเผาทำลายทุกสิ่ง
หรือจะเป็น…เพราะเธอ?
เธอคิดว่าตัวเองกับเขาไม่มีความเกี่ยวข้องกันนอกเหนือจากการพบกันในสนามรบ เธอมีคุณความดีอะไร ถึงทำให้เขายอมทิ้งทุกสิ่งเพื่อตัวเอง…
แต่ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ แล้วทำไมช่วงเวลาถึงได้บังเอิญเช่นนั้น แถมกำไลเงินที่เขาสวมอยู่บนข้อมือก่อนตายก็เป็นของเธอชัด ๆ
กำไลเส้นนั้นเป็นของขวัญจากคุณย่าตอนเธอเกิด เธอกับลูกพี่ลูกน้องหญิงได้คนละเส้น เพื่อออกตามหาลูกพี่ลูกน้องที่พลัดพรากกันไปนาน เธอจึงสวมกำไลเส้นนี้ติดตัวไว้ตลอด แม้จะระหกระเหินอยู่ในวันสิ้นโลกก็ไม่เคยถอด
“…”
“เรียกตั้งสามครั้งแล้ว เหม่ออะไรอยู่?”
พอเวินเหยาดึงสติกลับมา ก็พบว่าจี้หมิงเฉินกำลังก้มมองเธอ ดวงตาดอกท้อโค้งเป็นรอยยิ้ม ใบหน้าชวนหลงใหลราวปีศาจ
เวินเหยา: “…”
ทุกครั้งที่ได้ยินปีศาจวิปริตนี่พูด เธอขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ถึงตอนนี้เขาจะเป็นคนช่วยชีวิตเธอ เธอก็ยังอดโมโหไม่ได้ ความคิดอยากคว้ามีดฟันเขาแทบฝังอยู่ในสายเลือดแล้ว
เวินเหยาหลบปลายนิ้วที่แตะเธออย่างสนิทสนม น้ำเสียงฟังดูไม่เป็นธรรมชาติเล็กน้อย “ทำอะไร?”
ชายหนุ่มโน้มตัวเข้ามาใกล้ กลิ่นสะอาดเย็นสดชื่นบนร่างผสมกับกลิ่นคาวเลือด ลอยมาแตะปลายจมูกของเวินเหยา อากาศคงจะเย็น เธอถึงสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายของเขา ราวกับมีไออุ่นที่มองไม่เห็นปกคลุมอยู่รอบตัว
เธอกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำเจือความปรารถนาของอีกฝ่ายดังขึ้นช้า ๆ “คุณเวิน รบกวนคุณ…ถอดกางเกงด้วยครับ”
“!!?”
