ผู้อำนวยการโจวกล่าวว่า “เรื่องนี้สำคัญมาก ผมรับปากคุณส่งเดชไม่ได้ ต้องกลับไปประชุมหารือกันก่อน”
ฟู่หมิงหยวนตอบว่า “แน่นอน”
พวกเขารอไหว ขอแค่ดูว่าอีกฝ่ายจริงใจแค่ไหน
ผู้อำนวยการโจวรู้สึกปวดฟัน กระบี่ไท่อาในมือหนักอึ้งราวกับมีน้ำหนักเป็นพันชั่ง แต่ให้เขาคืนกระบี่ไปน่ะหรือ ไม่มีทางเด็ดขาด
นี่เป็นเพียงกระบี่ไท่อาเล่มเดียว ในห้องนี้ยังมีสมบัติอีกมากมายจนยากจะนับ เขาแทบจินตนาการไม่ออกว่าต่อไปต้องใช้เงินอีกเท่าไร ถึงจะผลักดันงานวิจัยต่อไปได้
หวังว่าของชิ้นอื่นจะไม่มีกลิ่นอายอาฆาตรุนแรงเหมือนกระบี่ไท่อา
จู่ ๆ ปลายนิ้วเขาก็เจ็บขึ้นมา พอก้มลงมองจึงเห็นว่าไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร เขากำกระบี่แน่นเสียจนบาดมือโดยไม่รู้ตัว
กลัวว่าเลือดจะเปื้อนด้ามกระบี่ เขาจึงรีบหยิบกระดาษทิชชูออกมาเช็ด
แต่กลับเห็นกับตาว่าหยดเลือดหายไปทันทีที่สัมผัสคราบสนิมทองแดง
ราวกับถูกด้ามกระบี่กลืนกินเข้าไป
ขณะที่เขากำลังทั้งสงสัยและหวั่นใจ ก็ได้ยินเสียงใสกังวานของเจียงเสี่ยวสุ่ย
“พวกคุณอยากศึกษาของพวกนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ได้หรอก” เจียงเสี่ยวสุ่ยกล่าว “นี่เป็นของสำนักเทียนเสวียนของฉัน ถ้าพวกคุณเข้าสำนักเทียนเสวียน เป็นคนของสำนักเรา อยากศึกษายังไงก็ได้ทั้งนั้น”
“สำนักเทียนเสวียน?”
เจียงเสี่ยวสุ่ยพยักหน้า “ใช่แล้ว”
ผู้อำนวยการโจวรู้สึกคุ้นหู เขาสนใจศึกษาความรู้หลากหลายแขนง ซึ่งศาสตร์เร้นลับก็เป็นหนึ่งในนั้น
เขาคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเห็นชื่อนี้ในหนังสือเบ็ดเตล็ดสมัยเป่ยซ่งเล่มหนึ่ง
สำนักเทียนเสวียนเป็นต้นกำเนิดของศาสตร์เร้นลับ
แต่ก่อนเขาคิดว่าเป็นเรื่องที่คนเขียนหนังสือชาวบ้านแต่งขึ้นมาเอง จึงไม่ได้ศึกษาลึกซึ้ง
เจียงเสี่ยวสุ่ยพยายามแนะนำสำนักของตัวเองเต็มที่ “สมรรถภาพหัวใจและปอดของคุณไม่ค่อยดี ขาทั้งสองข้างก็มีปัญหา แต่คุณมีบุญกุศลติดตัว แถมคลุกคลีกับวัตถุโบราณมานาน จึงมีพลังยับยั้งของอัปมงคลอย่างจิตวิญญาณกระบี่ได้โดยธรรมชาติ คุณฝึกวิถีผู้บำเพ็ญวัตถุได้”
