ฟู่หมิงหยวนพยักหน้า “ให้ผู้ช่วยฉินไปจัดการ”
ของที่เจียงเสี่ยวสุ่ยนำออกมา ถ้าให้คนอื่นจัดการ เขายังไม่วางใจ
ผู้อำนวยการโจวอยากมีดวงตาสิบคู่กับสมองสิบก้อน แถมยังต้องจำได้ทุกอย่างเพียงแค่เห็นสักครั้ง จะได้จดจำของทั้งหมดไว้พร้อมกัน
เขารู้สึกเหมือนฝันไป
ไม่กี่วันก่อนยังคิดอยู่ว่าพอเกษียณแล้วคงว่างจนเบื่อหน่าย แต่จู่ ๆ ก็ได้พบสมบัติของชาติหลายชิ้นขนาดนี้ หรือทั้งหมดจะเป็นเพียงภาพฝันของเขากันนะ
เขาอ่านเนื้อหาบนแผ่นไม้ไผ่ทีละคำทีละประโยค ทุกประโยคต้องพิจารณาทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต่อให้เขานั่งอยู่ที่นี่จนถึงกลางคืนก็อ่านไม่หมด
“คุณเจียง ผมขอนำกลับไปอ่านศึกษาต่อได้ไหมครับ?”
เจียงเสี่ยวสุ่ยยังไม่ทันตอบ ฟู่หมิงหยวนก็เอ่ยขึ้นว่า “คุณคิดว่าอย่างไรครับ?”
ผู้อำนวยการโจวรู้ว่าตัวเองถามอย่างเสียมารยาท เขาพูดอย่างตื่นเต้นว่า “คุณเจียง เมื่อครู่คุณบอกว่าถ้าผมเข้าสำนักเทียนเสวียนแล้ว จะอ่านแผ่นไม้ไผ่พวกนี้ได้ทุกเมื่อใช่ไหมครับ?”
เจียงเสี่ยวสุ่ยตอบว่า “แน่นอนค่ะ จะเอากลับบ้านไปก็ได้”
ผู้อำนวยการโจวลังเลไม่ถึงวินาที “ถ้าอย่างนั้น ฤกษ์ดีไม่สู้สะดวกตอนนี้ ผมยินดีเข้าสำนักเทียนเสวียนครับ”
เจียงเสี่ยวสุ่ยยิ้มดีใจ “ได้เลยค่ะ”
เวลานั้นผู้ช่วยฉินพาหมอคนหนึ่งขึ้นมาทำแผลให้ศาสตราจารย์หลี่
ศาสตราจารย์หลี่เพิ่งได้สติกลับมา พอรู้ว่าตัวเองถูกกระบี่ทำให้เสียขวัญจนสติเลอะเลือน ก็รู้สึกอับอายอย่างยิ่ง
เขากำลังจะเตือนผู้อำนวยการโจว ทว่าพอได้ยินประโยคนั้นก็ร้อนใจขึ้นมาทันที
เขาพูดว่า “อาจารย์โจว อย่าให้พวกเขาหลอกนะครับ ที่นี่เป็นองค์กรลัทธิชั่วอะไรหรือเปล่า เรารีบกลับไปรายงานผู้บังคับบัญชากันเถอะ”
ผู้อำนวยการโจวว่า “อย่าพูดเหลวไหล สำนักลัทธิชั่วอะไรกัน สำนักเทียนเสวียนเป็นต้นกำเนิดของสำนักเร้นลับ คุณไม่รู้หรือ?”
