หยางซูสะดุ้งโหยง ก่อนจะรู้ตัวว่าอีกฝ่ายกำลังพูดกับเธอ
“มะ...ไม่ควรเป็นแบบนี้มั้ง”
คนคนนี้เมื่อกี้ยังเล่นเกมอยู่เลย ทำไมจู่ ๆ ถึงมาอยู่ข้างหลังเธอได้
เซียวหย่าฉิงเห็นเพื่อนร่วมห้องนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา ท่าทางหมดอาลัยตายอยาก จึงเดินลงมาปลอบ
“เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเธอทั้งหมดหรอก เราผิดกันคนละครึ่ง เธอก็ไม่รู้ว่าของของเขาจะแพงขนาดนี้ แต่เขารู้อยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนธรรมดา แล้วยังเอาของแพงขนาดนั้นมา ก็ต้องเตรียมใจไว้ด้วยว่าถ้าเสียหายขึ้นมาจะไม่ได้รับค่าชดเชย”
ที่จริงหยางซูก็เคยด่าในใจเหมือนกัน ว่าเสิ่นเฟยเฟยจะใช้ของแพงขนาดนั้นไปทำไม
แต่สุดท้ายเธอก็ยังโทษตัวเอง ว่าทำไมถึงห้ามแม่ไม่ให้ขึ้นไปนอนที่นั่นไม่ได้
หรือถ้าเธอศึกษาคุณสมบัติของผ้าราคาแพงพวกนั้นให้เร็วกว่านี้ ไม่คิดเข้าข้างตัวเอง ต่อให้ต้องยืมเงิน 800 หยวนไปซักผ้า แล้วค่อยใช้คืน 800 หยวนภายหลัง ก็ยังง่ายกว่าต้องใช้หนี้ 200,000 หยวนมาก
ตอนนี้เธอเกลียดตัวเองที่ไร้ความสามารถที่สุด
เกลียดตัวเองที่ไม่หาความรู้ให้มากกว่านี้ เกลียดตัวเองที่ใจกระจ้อยร่อย
เซียวหย่าฉิงพูดว่า “ฉันเห็นใบคะแนนของเธอแล้ว เธอมีพรสวรรค์มาก ถ้าต้องแบกหนี้ไว้ ก็คงยากที่จะก้าวหน้าเรื่องเรียน คืนนี้ฉันเลี้ยงเอง เรามานั่งคุยกัน เธอกับเขาก็อยู่หอเดียวกัน แค่ขอโทษอย่างจริงใจ ถึงเขาจะยังขุ่นเคืองอยู่บ้าง แต่จริง ๆ ก็ไม่ได้สนใจเงินนั่นหรอก”
“เงิน 200,000 หยวนสำหรับเขาเป็นแค่เงินใช้จ่ายหนึ่งเดือน แต่สำหรับเธอ มันอาจทำลายอนาคตได้เลย”
หยางซูรู้สึกเหมือนถูกแทงใจ แต่สิ่งที่เธอพูดล้วนเป็นความจริง หากต้องแบกหนี้ 200,000 หยวนนี้ไว้ อนาคตของเธอก็คงจบสิ้น
