ท่ามกลางขุนเขาที่ปกคลุมด้วยหมอกเมฆ
เจียงเสี่ยวสุ่ยเดินเท้าเปล่าไปบนผนังหิน เบื้องล่างเป็นหลุมลึกที่มองไม่เห็นก้น ภายในมีหมอกดำลอยวน นางได้กลิ่นไอมารที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิม
นางตามไอมารสายนี้ไปจนถึงส่วนลึกของหลุม เห็นผนังถ้ำที่ถูกขุดจนขรุขระ มีชนวนระเบิดและระเบิดขนาดเล็กซุกซ่อนอยู่
ที่นี่คงมีคนมาขุดสุสาน หลังจากระเบิดเปิดทางก็ทำให้เกิดหิมะถล่ม ดินปืนที่เหลือจึงถูกฝังอยู่ในหลุม
ก้นหลุมมีโลงหินใบหนึ่ง ฝาโลงเปิดแง้มไว้ครึ่งหนึ่ง รอยเท้ากระจัดกระจายอยู่บนพื้น เห็นได้ชัดว่ามีคนเข้ามาปล้นแล้ว
นางผลักฝาโลงออก ภายในมีศพหญิงแห้งเหี่ยวจนกลายเป็นมัมมี่ ดูจากเครื่องแต่งกายน่าจะอยู่ในช่วงปลายราชวงศ์ถัง ศพผ่านการจัดการเป็นพิเศษ เดิมทีควรจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี
แต่โครงสร้างปิดผนึกอากาศถูกทำลายไปแล้ว ตอนนี้จึงแทบดูไม่ออกว่าเป็นร่างคน
จู่ ๆ นางก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหยกเถาเที่ยชิ้นนั้นออกมา
เป็นอย่างที่คิด หยกชุดนี้มาจากที่นี่
ส่วนหยกชิ้นอื่น ๆ หายไปหมดแล้ว
ทันทีที่นางหยิบหยกเถาเที่ยออกมา ลมเย็นก็พัดวูบขึ้นกลางถ้ำ เจียงเสี่ยวสุ่ยสะบัดยันต์แผ่นหนึ่งออกไปแปะบนหน้าผากศพหญิง ลมก็หยุดลงในทันใด
เจียงเสี่ยวสุ่ยกล่าวว่า “ของสิ่งนี้มาอยู่ในมือฉัน ถือเป็นบุญกุศลของเธอ ไปสู่สุคติเถอะ”
เสียงลมครวญครางพัดผ่านถ้ำ ก่อนจะสลายไปในไม่ช้า
ที่นี่คือห้องสุสานหลัก นางขยับโลงหินออก เผยให้เห็นแผ่นศิลาที่ถูกทับอยู่ด้านล่าง ไอมารแผ่ซ่านออกมาจากรอยแยกใต้แผ่นศิลานั่นเอง
นางสอดมือเข้าไปในรอยแยก คลำหาอยู่นาน ก่อนจะคว้ากระบี่หักออกมาได้เล่มหนึ่ง
ด้ามกระบี่ดูเก่าแก่เรียบง่าย ส่วนตัวกระบี่หนักอึ้งและกว้างกว่าหนึ่งฝ่ามือเสียอีก
เมื่อกระบี่หักปรากฏออกมา ก็ส่งเสียงสั่นสะเทือนแผ่วต่ำ นางพลันรู้สึกใจหวิวขึ้นมา
นางปัดสนิมบนตัวกระบี่ออก จึงมองเห็นลวดลายด้านในได้ชัด นี่คือกระบี่ชิงอวี่ ตัวกระบี่ยาว 1.8 เมตร กว้าง 6.5 นิ้ว ในอดีตมันถูกหลอมขึ้นจากขนปีกของนาง เป็นกระบี่เซียนประจำกายของไอ้แก่นั่นแห่งสำนักเทียนเสวียน
