“ฉันไม่รู้ เธอไม่ได้บอกว่าอยู่ที่ไหน ตอนนั้นฉันคิดว่าเธอวิตกกังวลเกินเหตุ เลยไม่ค่อยอยากคุยกับเธอ เราจากกันด้วยความไม่พอใจ ตอนนี้ฉันเสียใจมากจริง ๆ”
โยวเหวินหลงถามว่า “คุณไปหาพ่อแม่ของเธอมาหรือยัง?”
เหอเจียอินตอบว่า “เมื่อ 2 ปีก่อน ตอนลูกเกิดเรื่อง แม่ของเธอได้รับความกระทบกระเทือนจนเส้นเลือดในสมองอุดตัน ตอนนี้ยังเป็นอัมพาตนอนติดเตียงอยู่เลย”
“อีกอย่าง ตอนนั้นพ่อแม่ไม่เห็นด้วยที่เธอแต่งงาน ทั้งสองฝ่ายตัดขาดกันไปแล้ว ไม่ได้เจอกันมาหลายปี”
“ช่วงหลายปีมานี้พ่อเธอดูเหมือนจะเป็นอัลไซเมอร์ ลืมเรื่องต่าง ๆ อยู่บ่อย ๆ แค่ดูแลตัวเองก็แทบไม่ไหว ยังต้องดูแลคุณยายอีก ฉันเลยไม่กล้าบอกพวกเขา”
โยวเหวินหลงว่า “ฟังแล้วคุ้น ๆ อยู่นะ”
เจียงเสี่ยวสุ่ยถามว่า “ครอบครัวเธอฐานะไม่เลว ที่บ้านมีโรงเบียร์ใช่ไหม?”
“ใช่ โรงงานนั้นเป็นของพ่อเธอ คุณพ่อสุขภาพไม่ค่อยดีเมื่อหลายปีก่อน เดิมทีจ้างผู้จัดการมืออาชีพมาดูแล ใครจะคิดว่าจะมาเจอช่วงโรคระบาด ผลประกอบการตกฮวบจนเกือบปิดกิจการ พวกเหยียนเหยียนเข้ามารับช่วงต่อ ถึงพอประคับประคองให้รอดมาได้”
เจียงเสี่ยวสุ่ยพอจะเข้าใจเรื่องราวแล้ว
เธอเปิดญาณทิพย์ สายตาทะลุผ่านไอร้อนที่ลอยอบอวล ข้ามผ่านตัวเมือง ไปถึงสถานพักฟื้นแห่งหนึ่งในเขตชานเมือง
ประตูห้องกับหน้าต่างถูกปิดกั้นด้วยลูกกรงเหล็ก พยาบาลคนหนึ่งเปิดประตูเหล็กเข้าไป
“จางเหยียน กินยา”
ในห้องปิดม่านจนมืดสลัว หญิงร่างผอมโซคนหนึ่งถูกสายหนังมัดไว้กับเตียง
