รูม่านตาของซินจื้อเหยาขยายกว้างทันที ลิ้นพันกันจนพูดไม่ออก “ศะ...ศาสตราจารย์โจว”
ซ่งอวี้เจียที่อยู่อีกฟากของโทรศัพท์ไม่รู้สถานการณ์ทางฝั่งซินจื้อเหยา เห็นว่าตัวเองพูดไปตั้งเยอะแต่อีกฝ่ายกลับไม่ตอบอะไร จึงยังคงพูดต่อ “เหยาเหยา ได้ยินที่ฉันพูดไหม เธอต้องลงมือทำจริง ๆ นะ ความสุขในอนาคตอยู่ในมือของตัวเอง”
พ่อจ๋า หยุดพูดเถอะ
ถ้าพูดต่อไปอีก อย่าว่าแต่อนาคตเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้เห็นพระอาทิตย์วันพรุ่งนี้ไหม เธออับอายจนอยากลากซ่งอวี้เจียไปกระโดดแม่น้ำตายด้วยกันแล้ว
ซินจื้อเหยารีบคว้าโทรศัพท์บนโต๊ะขึ้นมา แล้วกดวางสายอย่างเด็ดขาด
เสียงของซ่งอวี้เจียหยุดลงกะทันหัน
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบชวนอึดอัด ซินจื้อเหยาตื่นเต้นจนแทบหายใจไม่ออก
เธอมองโจวจี้ที่ยืนอยู่ตรงประตู แล้วฝืนยิ้มออกมา “ศะ...ศาสตราจารย์โจว กลับมาเร็วขนาดนี้เลยหรือคะ”
ดวงตาดำขลับของโจวจี้ไหววูบ สายตาจับอยู่บนใบหน้าแดงก่ำของซินจื้อเหยา
เขาได้ยินบทสนทนาครึ่งหลังทางโทรศัพท์ทั้งหมด เมื่อเทียบกับเนื้อหาพวกนั้น สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือท่าทางกระอักกระอ่วนของซินจื้อเหยาในตอนนี้
เธอถือโทรศัพท์ไว้ ท่าทางนั่งก็ไม่ติด ยืนก็ไม่เป็นสุข
บนจานที่โต๊ะยังมีเกี๊ยวเหลืออยู่สองสามชิ้น
โจวจี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้นในที่สุด “เพิ่งตื่นหรือ”
“อือ ๆ” ตอนนี้ซินจื้อเหยาไม่คิดเลยสักนิดว่าการตื่นสายเป็นเรื่องใหญ่
“เมื่อคืนหลับสบายไหม”
“อือ ๆ”
ถ้าไม่มีเรื่องเมื่อครู่เกิดขึ้นก็คงจะดีกว่านี้มาก
