ฉันจัดเสื้อผ้าอย่างลนลานเล็กน้อย ก่อนทำท่าทางสงบนิ่งแล้วพูดว่า “ฉันมาหาคุณปู่ของเธอ...”
แต่ในใจกลับแอบภาวนา ขออย่าให้เธอมองออกว่าฉันกำลังทำตัวไม่ถูกเลย
จ้าวอี้ถงมองฉันอย่างระแวดระวัง แววตาเจือความสงสัย “งั้นก็เข้าไปสิ มายืนเหม่ออะไรตรงนี้? ฉันนึกว่าเป็นขโมยมาดูลาดเลาซะอีก”
คำพูดของเธอทำเอาฉันทั้งโมโหทั้งขำ จึงอดเถียงกลับไม่ได้ “เคยเห็นขโมยหล่อเท่าฉันไหม? นี่เธอเป็นโรคจากการทำงานหรือไง?”
“ขโมยแบบนายฉันเห็นมาเยอะแล้ว” จ้าวอี้ถงพูดกลั้วหัวเราะเยาะ ก่อนเดินนำเข้าไปในบ้านพักตากอากาศ
ฉันรีบเดินตามหลัง เดิมทีตั้งใจจะเดินเคียงข้างเธอ แต่เธอกลับเร่งฝีเท้าขึ้นเป็นระยะ แถมยังใช้ตัวบังไม่ให้ฉันตามทัน
ฉันจนปัญญา ได้แต่เดินตามอยู่เงียบ ๆ เพื่อทำลายบรรยากาศกระอักกระอ่วน จึงเป็นฝ่ายชวนคุยก่อน “ทำไมวันนี้คุณปู่เธอไม่ไปร้านล่ะ? แล้วทำไมเธอไม่ไปทำงาน?”
จ้าวอี้ถงไม่หันกลับมา น้ำเสียงเย็นชา “คุณปู่อายุมากแล้ว ต่อไปคงไม่ไปร้านทุกวันหรอก จ้างผู้เชี่ยวชาญด้านประเมินของเก่ามาประจำร้านแล้ว ส่วนฉันก็หยุดวันนี้น่ะ”
จากคำตอบสั้น ๆ ของเธอ ฉันสัมผัสได้ว่าเธอไม่ค่อยชอบหน้าฉันนัก
เมื่อวานที่เธอทำท่าเป็นมิตรกับฉัน เป็นเพราะอยากแลกธนบัตรเงินกับฉันงั้นเหรอ?
ตอนนี้ได้ธนบัตรเงินไปแล้ว ฉันก็คงไม่มีประโยชน์อะไรกับเธอแล้วสินะ?
มองสภาพแวดล้อมหรูหรารอบตัว ฉันอดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ “บ้านเธอหรูขนาดนี้เลยเหรอ? ไม่ดูโอ้อวดเกินไปหน่อยหรือไง?”
คนในครอบครัวของเธอส่วนใหญ่ทำงานด้านการเมืองหรืออยู่ในกองทัพ บ้านแบบนี้ย่อมดึงดูดสายตาผู้คนได้ไม่ยาก
จ้าวอี้ถงเชิดหน้าด้วยความภาคภูมิใจ น้ำเสียงแฝงความภูมิใจอยู่เล็กน้อย “บ้านพักตากอากาศหลังนี้น้าฉันซื้อให้คุณปู่ ใครจะมีปัญหาอะไรล่ะ?”
