“แน่นอน! ถ้าไม่ใช่ของแท้ เราไม่คิดเงินสักแดง แถมจะขอโทษคุณหลัวด้วย!” ฉันตอบกลับอย่างไม่ยอมถอย
ทั้งสองฝ่ายยังตกลงกันไม่ได้ เสียงโต้เถียงยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆ
จู่ ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากชั้นสอง ชายชราคนหนึ่งในชุดถังจวงสีดำ เดินลงบันไดมาอย่างช้า ๆ ด้วยท่วงท่าสง่างามเบื้องหลังมีหญิงสาวในชุดกี่เพ้าตามลงมา สีหน้าดูกระวนกระวาย
“เกิดอะไรขึ้น ถึงได้เสียงดังกันขนาดนี้?” ชายชราพูดเสียงหนักแน่น แม้ไม่ได้โกรธก็ยังแผ่รัศมีน่าเกรงขาม
เขาชื่อเฉียวซานสุ่ย อายุเลยวัยหกสิบปีแล้ว และเป็นเจ้าของร้านแห่งนี้
หลัวเจิงรีบเดินเข้าไปหา ก่อนกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “เถ้าแก่ครับ ลูกค้าสองท่านนี้เอาจี้หยกมา บอกว่าเป็นผลงานของจ้าวอีเตาในช่วงปลายราชวงศ์ชิง ผมคิดว่าเป็นของปลอม แต่พวกเขาไม่ยอมรับครับ”
ชายชราพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนมองจี้หยกในมือฉัน “ขอดูหน่อย”
ฉันวางจี้หยกลงบนโต๊ะ ชายชราหยิบมันขึ้นมาชั่งน้ำหนักในมือ จากนั้นก็ล้วงแว่นขยายออกมาจากกระเป๋า แล้วตรวจดูรายละเอียดทุกจุดอย่างถี่ถ้วน นิ้วมือเหี่ยวย่นลูบผ่านลายดอกบัว ก่อนจะชะงักลงตรงจุดหนึ่ง—ตรงส่วนที่ซ่อนเร้นบนปลายกลีบดอก มีตราประทับคำว่า “อีเตา” ขนาดเล็กจิ๋วสลักอยู่ แสงเรืองรองจาง ๆ ส่องออกมา
ห้องประเมินของเก่าเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจ หลี่ชิงจับมือฉันแน่น ฝ่ามือชุ่มไปด้วยเหงื่อ
ผ่านไปนาน ชายชราจึงเงยหน้าขึ้น ในดวงตาฉายแววชื่นชม “ไม่เลว เป็นของแท้ของจ้าวอีเตาจริง ๆ เทคนิค ‘สลักซ่อนลาย’ แบบนี้ ถ้าไม่ได้ศึกษาผลงานของเขาอย่างลึกซึ้ง แทบไม่มีทางดูออก หลัวเจิง คราวนี้นายดูพลาดแล้ว”
