ฉีเยว่สวมเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นสบาย ๆ กระโดดไปมาตามป่าอย่างคล่องแคล่ว ว่องไวราวกับแมวเปอร์เซีย สายตากวาดมองไปรอบ ๆ อย่างไร้จุดหมาย คอยดูว่ามีอะไรพอจะกินรองท้องได้บ้าง
เมื่อไม่กี่วันก่อน ศัตรูคู่ปรับของเธอมาหาถึงที่เพื่อท้าประลอง ทั้งสองกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด จู่ ๆ ฟ้าดินก็แปรเปลี่ยน ฉีเยว่สัมผัสได้ถึงความผันผวนของมิติและกาลเวลาที่ซ้อนทับกัน แต่ยังไม่ทันได้ตอบสนอง เธอก็หมดสติไป พอฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตัวเองอยู่ในป่าฝนแปลกหน้าแห่งนี้ ความหิวโหยที่ไม่ได้รู้สึกมานานกับพลังบำเพ็ญที่ถูกผนึก ทำให้เธอรู้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในโลกเดิมแล้ว
ฉีเยว่ยืนอยู่คนเดียวกลางป่าอันกว้างใหญ่ ใบหน้ายิ้มแย้มแต่ในใจสบถด่าอยู่เงียบ ๆ ขอให้แกไม่ได้ตกลงมาด้วย ไม่อย่างนั้นโลกใบเล็ก ๆ แห่งนี้คงกลายเป็นสถานที่ฝังกลบเทพของพวกเราสองคน
ขณะที่ฉีเยว่เด็ดผลไม้ป่าเตรียมจะจากไป เธอก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังมาจากที่ไกล ๆ ฟังดูร้อนรนและตื่นตระหนก พร้อมกับเสียงฝีเท้าเดินวนไปมา “แก๊ส! ใช่ แก๊สสิ เดี๋ยวนะ ทำไมฉันถึงไม่เป็นอะไรล่ะ?”
แววตาสงบนิ่งดุจบ่อน้ำเก่าของฉีเยว่ไหววูบ ป่าฝนรกร้างที่แม้แต่นกยังไม่บินมาขี้แห่งนี้มีคนรอดชีวิตอยู่ด้วยหรือ? เธอแตะปลายเท้าเบา ๆ แล้วชั่วพริบตาต่อมาก็ไปปรากฏตัวบนต้นไม้ใกล้เสียงนั้น
“ใครน่ะ!” จางฉี่หลิงกำดาบโบราณสีดำทองแน่น หันคมดาบไปทางฉีเยว่ ร่างกายอยู่ในท่าป้องกันเต็มที่
ฉีเยว่สัมผัสได้ถึงสายตาห้าคู่จึงเลิกคิ้ว คนคนนี้ประสาทสัมผัสไวจริง ๆ เธอเตือนพวกเขาด้วยความหวังดี “พวกคุณถูกคลื่นความถี่ต่ำโจมตีอยู่ อุดรูบนรูปสลักพวกนั้นเสียก็ไม่เป็นไรแล้ว”
“คลื่นความถี่ต่ำ?” พานจื่อนึกถึงอาวุธคลื่นความถี่ต่ำที่เคยได้ยินตอนเป็นทหาร จึงอธิบายสิ่งที่ตัวเองรู้ให้ฟัง ส่วนพั่งจื่อไม่กล้าชักช้า รีบหาใบไม้กับก้อนหินมาอุดรูเหล่านั้นจนเต็ม ก่อนหันกลับมาถามทุกคนว่าอาการดีขึ้นหรือยัง
อู๋เสียใช้มือยันเข่าลุกขึ้น ตอบว่าดีขึ้นมากแล้ว พั่งจื่อพลันยิ้มกว้าง ชูนิ้วโป้งให้ฉีเยว่ “ไม่เลวนี่ น้องสาว!”
ฉีเยว่ยิ้มบาง ๆ เธออายุเกือบ 110 ปีแล้ว เรียกเธอว่าน้องสาวแบบนี้ไม่กลัวอายุสั้นหรือไง? แต่เธอไม่คิดถือสา กระโดดลงพื้นอย่างแผ่วเบา พลางพิจารณาคนทั้งกลุ่ม “พวกคุณมาทำอะไรที่นี่ มาเที่ยวกันหรือ?”
ฉีเยว่หยุดเดินกะทันหันเมื่อเข้าใกล้พวกเขา แล้วตั้งใจสัมผัสการไหลเวียนของพลังวิญญาณในร่างกาย ความรู้สึกปลอดภัยเต็มเปี่ยมขึ้นมาในพริบตา ผนึกคลายออกตั้งแต่เมื่อไรกัน? แม้ระดับพลังยังถูกวิถีแห่งสวรรค์ของโลกนี้กดไว้ที่จุดสูงสุดของขั้นแก่นทอง แต่เมื่อรวมกับข้าวของในมิติของเธอแล้ว ก็พอจะเอาชีวิตรอดได้
เธอไม่รู้เลยว่าฝีมือเมื่อครู่ทำให้คนทั้งกลุ่มตะลึงเพียงใด เธอกระโดดลงมาจากกิ่งไม้สูงเจ็ดถึงแปดเมตร แต่กลับไม่ทำให้ฝุ่นฟุ้งขึ้นมาแม้แต่น้อย
ฉีเยว่ได้สติแล้วหันกลับมาพิจารณาคนทั้งกลุ่มต่อ โดยเฉพาะหนุ่มชุดดำที่เห็นเธอเมื่อครู่ ความรู้สึกจากสายเลือดในกายทำให้เธอชะงักงันอีกครั้ง เผลอพึมพำออกมา “เสี่ยวกวน...”
หรือว่าการที่เธอมาที่นี่ไม่เกี่ยวกับคนคนนั้น แต่เป็นเพราะเธอได้มาสะสางกรรมที่ค้างคากันไว้?
จางฉี่หลิงได้ยินคำพูดของเธอ จึงขยับเข้ามาใกล้อีกสองสามก้าว จับจ้องคนตรงหน้าเขม็ง “คุณรู้จักผมเหรอ?”
ฉีเยว่ยิ้มบาง ๆ “จะว่าอย่างนั้นก็ไม่เชิง เคยเจอกันมาก่อน แล้วก็เคยเป็นเพื่อนร่วมห้องกันอยู่หลายเดือน” อยู่ด้วยกันตลอดสิบเดือนที่อยู่ในครรภ์ จะไม่เรียกว่าเพื่อนร่วมห้องได้อย่างไร? แต่พอเกิดมา ฉีเยว่ก็ถูกทิ้ง ส่วนน้องชายถูกพ่อพาหนีไป ทั้งสองจึงแยกจากกัน
พั่งจื่อดึงอู๋เสียที่กำลังตื่นเต้นไว้ด้วยความระแวดระวัง “อยู่ด้วยกันตั้งแต่เมื่อไรล่ะ น้องสาว ดูแล้วเธอเพิ่งอายุสิบกว่าปีเองนะ”
ฉีเยว่รวบผมทัดหลังหูอย่างไม่ใส่ใจ ผู้บำเพ็ญเต๋าจะหยุดอยู่ในสภาพร่างกายและวิญญาณเดิมเมื่อเข้าสู่ขั้นแก่นทอง แต่ไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายเรื่องนี้ เธอจึงเตือนพวกเขาแทน “คลื่นความถี่ต่ำลดทอนได้ยาก และน้ำกับอากาศก็ดูดซับได้ไม่ดี อีกทั้งความยาวคลื่นของมันมักยาวมาก พวกคุณไม่รีบไปหาที่ปลอดภัยกันหรือ?”
คนทั้งกลุ่มไม่มีเวลาซักถามต่อ พวกเขาหยิบสัมภาระขึ้นมา แล้วแบกอาหนิงที่หมดสติออกไป ฉีเยว่เคี้ยวผลไม้ป่าเดินตามหลัง แม้พลังของเธอจะฟื้นแล้วและไม่จำเป็นต้องพึ่งอาหารเพื่อคงการทำงานของร่างกาย แต่เธออุตส่าห์เป็นคนเด็ดมาเอง จะทิ้งให้เสียของก็ไม่ดี
จางฉี่หลิงนำทางอย่างเงียบงัน พาทุกคนไปยังสถานที่ปลอดภัย
“คุณตามพวกเรามาทำไม?” อู๋เสียถามอย่างไม่เข้าใจ
ฉีเยว่เหลือบมองน้องชายราคาถูกที่เงียบอยู่ข้าง ๆ แล้วเอ่ยว่า “จริง ๆ ฉันมาเที่ยว แต่หลงทางแล้ว ขอไปกับพวกคุณได้ไหม?”
พานจื่อกับพั่งจื่อต่างหัวเราะ “น้องสาว รู้ไหมว่าที่นี่มันที่ไหน ยังจะมาเที่ยวอีก?”
“แล้วพวกคุณไม่ได้มาเที่ยวหรือ?” ฉีเยว่ย้อนถามยิ้ม ๆ
อาหนิงไอเบา ๆ ก่อนค่อย ๆ ฟื้นขึ้นมา แล้วอธิบายด้วยเสียงอ่อนแรง “พวกเรามาสำรวจโบราณคดี มีเอกสารอนุญาตถูกต้อง”
“ถ้าอย่างนั้นตามพวกคุณไปก็ถูกแล้วสิ รับรองว่าออกไปได้แน่” ฉีเยว่ทำหน้าราวกับเชื่อมั่นในประเทศชาติและเชื่อมั่นในตัวพวกเขา ทำให้คนทั้งกลุ่มมองหน้ากันไปมา พวกเขาคงอธิบายไม่ได้หรอกว่าตัวเองเป็นกลุ่มโจรปล้นสุสาน
ฉีเยว่แกว่งผลไม้ป่าในมือ พลางยืนยันซ้ำ ๆ “ฉันดูแลเรื่องกินอยู่เอง รับผิดชอบชีวิตตัวเอง รับรองว่าจะไม่สร้างปัญหาให้พวกคุณ”
“มีพิษ” จางฉี่หลิงเอ่ยขึ้นเบา ๆ แถมยังขมมากด้วย
“ไม่ตายหรอก” ฉีเยว่กัดกินอีกคำ โดยไม่ใส่ใจเลยสักนิด
สุดท้ายอู๋เสียก็ยอม “งั้นตามพวกเรามา แต่อย่าวิ่งไปไหนตามใจชอบล่ะ” ฉีเยว่พยักหน้ารัว ๆ ทำท่าว่าง่าย อู๋เสียแนะนำคนฝั่งตัวเองให้เธอรู้จัก เทพเซียนน้อยอายุร้อยปีอย่างฉีเยว่เรียกพั่งจื่อว่าท่านพั่ง เรียกพานจื่อว่าท่านพานอย่างว่าง่าย ไม่ได้วางท่าแม้แต่น้อย
“คุณชื่ออะไร?” อู๋เสียถามพลางดื่มน้ำ
ฉีเยว่เคี้ยวผลไม้ในมือจนหมดอย่างรวดเร็ว แล้วปัดมือ “ฉันแซ่ฉี เรียกฉันว่าอาฉีก็ได้ พอมีความรู้เรื่องดูโหงวเฮ้งแบบเต๋าอยู่บ้าง”
พอได้ยินอย่างนั้น อาหนิงก็หัวเราะ “อายุยังน้อย แต่ดูโหงวเฮ้งเป็นด้วยเหรอ?”
พั่งจื่อที่พิงอยู่ข้าง ๆ หัวเราะเสียงดังที่สุด “น้องสาว ลองดูให้พี่หน่อยสิว่าพี่มีวาสนาร่ำรวยหรือเปล่า”
ฉีเยว่ไม่สนใจคำล้อเล่นของพวกเขา หันไปมองจางฉี่หลิงที่เงียบอยู่ข้าง ๆ “คุณชื่ออะไร?”
“จางฉี่หลิง”
“ชื่อนี้ไม่ดีนะ ลองเปลี่ยนชื่อไหม?” ฉีเยว่ไม่รู้สึกเลยว่าคำพูดของตัวเองจะเสียมารยาทกับคนอื่น
พั่งจื่อถลกแขนเสื้อขึ้น “เฮ้ย ฉันนี่เลือดขึ้นหน้าแล้วนะ น้องสาว พูดจาไม่รู้จักมารยาททางสังคมบ้างเลยหรือไง?”
เห็นบรรยากาศไม่ดี อู๋เสียจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง “อาฉี เธอแซ่ฉี แถมยังดูโหงวเฮ้งเป็น รู้จักฉีเถี่ยจุ่ยกับเก้าสำนักไหม?”
ฉีเยว่ส่ายหน้าตามตรง “ไม่เคยได้ยินทั้งคู่”
อาหนิงเก็บสัมภาระเสร็จก่อนใคร “เอาละ ไปกันเถอะ อากาศในป่าฝนแปรปรวนมาก เราต้องหาที่ปลอดภัยตั้งค่ายพักแรม”
ฉีเยว่เดินตามหลังเงียบ ๆ พลางพิจารณาน้องชายราคาถูก เป็นคนซื่อตรงและเงียบขรึม นิสัยแบบนี้โดนรังแกได้ง่าย เธอถูกดึงมายังโลกนี้โดยไม่สมัครใจ ไม่รู้ว่าจะจากไปเมื่อไร เห็นแก่ที่มีแม่คนเดียวกัน เธอจะลองดูว่าพอช่วยอะไรเขาได้บ้างไหม
เมื่อคิดเช่นนั้น สายตาของฉีเยว่ก็เลื่อนไปหยุดที่อู๋เสียกับพั่งจื่อ ก่อนหน้านี้คนทั้งสองดูเหมือนจะคอยปกป้องน้องชายราคาถูกของเธอ เธอต้องสังเกตดูอีกหน่อย หากทั้งสามสนิทสนมกันมากพอ เธอก็วางใจจากไปได้
