จวงชูฉิงที่ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ พยายามใช้ทั้งมือทั้งเท้าดิ้นออกจากอ้อมกอดของเหวินเย่หลาน แต่เพราะลนลาน มือจึงเผลอไปแตะตรงที่ไม่ควรแตะเข้า
จวงชูฉิงเหมือนแมวที่ถูกเหยียบหาง ขนลุกชันขึ้นมาทันที
อ๊ากกก! เมื่อกี้ฉันทำอะไรลงไปเนี่ย!
เหวินเย่หลานเองก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นในตอนนั้น ความง่วงงุนในแววตาหายไปจนหมดแล้ว
จวงชูฉิงห่อตัวอยู่ในผ้าห่ม หลบไปนั่งขดอยู่ตรงมุมห้อง ดูน่าสงสารจนแทบจะร้องไห้
เมื่อเห็นใบหูและแก้มแดงก่ำของเธอ เหวินเย่หลานก็อดพูดไม่ได้ว่า “สภาพเธอแบบนี้ ถ้าคนไม่รู้คงนึกว่าฉันรังแกเธอเข้าให้แล้ว”
เสียงเขาแหบพร่าและทุ้มต่ำ
คราวนี้ใบหน้าของจวงชูฉิงยิ่งแดงกว่าเดิม
เธอดึงผ้าห่มมาคลุมหัวตัวเองด้วย อยากจะหาช่องแผ่นดินมุดหนีไปให้รู้แล้วรู้รอด
ไม่ขอเผชิญหน้ากับความจริง!
“พอแล้ว เธอทำใจให้สงบก่อนนะ ฉันไปอาบน้ำละ”
หลังจากมีเสียงขยับตัวดังกรอบแกรบอยู่พักหนึ่ง เหวินเย่หลานก็ลุกไปเข้าห้องน้ำ
จนกระทั่งได้ยินเสียงน้ำจากในห้องน้ำ จวงชูฉิงถึงค่อยเปิดผ้าห่มที่คลุมหัวออก
หลังจากทำใจให้สงบลงได้สักพัก สายตาของจวงชูฉิงก็อดเหลือบไปมองมือตัวเองไม่ได้
ใจกล้าเกินไปแล้ว!
มือข้างนี้ของเธอกล้าล่วงเกินเหวินเย่หลานได้ยังไง!
หลังเหวินเย่หลานอาบน้ำเสร็จกลับมา จวงชูฉิงก็ยังขดตัวอยู่บนเตียง ทำตัวเหมือนนกกระจอกเทศ
ทั้งสองสบตากัน ความกระอักกระอ่วนจาง ๆ ลอยอบอวลอยู่ระหว่างพวกเขา
“ผ่านมาตั้งนานแล้ว เธอยังทำใจไม่ได้อีกเหรอ?” เหวินเย่หลานเป็นฝ่ายพูดก่อน “มันก็แค่ปฏิกิริยาทางร่างกายตามปกติ เธอจะตกใจอะไรขนาดนั้น”
