“เรื่องใหญ่แล้ว!” จวงม่านอินยื่นประกาศของบริษัทในมือถือให้สวี่หย่าเจวียนดู “ป๋อติ่งหมายความว่ายังไงกัน ถึงกับปลดฉันออกจากตำแหน่ง แถมยังจะเอาผิดทางกฎหมายอีก แม่ วันนั้นแม่คุยกับคุณอู๋ยังไงกันแน่!”
รู้อย่างนี้วันนั้นเธอน่าจะไปด้วย
สวี่หย่าเจวียนพูดอย่างจนใจ “เรื่องที่ลูกลอกเลียนผลงานเป็นข่าวใหญ่ขนาดนี้ บริษัทอยากช่วยก็ช่วยไม่ไหว เพื่อผลประโยชน์ของบริษัท ถึงต้องทำแบบนี้”
“แล้วทำไมแม่ไม่บอกฉันให้เร็วกว่านี้” จวงม่านอินโมโหจนโยนมือถือใส่โซฟา “ถ้าแม่บอกตั้งแต่แรกว่าจัดการไม่ได้ ฉันก็จะให้พ่อช่วย ตอนนี้เรื่องบานปลายมาถึงขนาดนี้แล้ว ไม่มีทางแก้ตัวได้เลย!”
ถ้ารู้ว่าสวี่หย่าเจวียนจัดการไม่ไหว เธอคงให้จวงหย่งหยวนออกหน้าตั้งแต่แรก
ตอนนี้สายเกินไปแล้ว
“ม่านอิน ทำใจให้สบายเถอะ เรื่องนี้ลูกผิดก่อนจริง ๆ” สวี่หย่าเจวียนทำเหมือนคิดแทนเธอ แต่ทุกคำกลับทิ่มแทงใจ “ยังไงต่อไปลูกก็ทำงานออกแบบเครื่องประดับไม่ได้แล้ว อยู่บ้านพักผ่อนดี ๆ เถอะ พ่อแม่เลี้ยงลูกไหวอยู่แล้ว”
จวงม่านอินกระทืบเท้าด้วยความโมโห “นี่ไม่ใช่เรื่องเงิน!”
ตอนนี้จวงม่านอินกลายเป็นคนที่ใคร ๆ ก็รังเกียจ เธอขังตัวเองอยู่ในห้อง ไม่ยอมพบใครทั้งนั้น
จวงหย่งหยวนอดบ่นสวี่หย่าเจวียนไม่ได้ “เธอเป็นเพื่อนกับอู๋หลานมาตั้งหลายปี ทำไมอีกฝ่ายถึงไม่ไว้หน้าเธอเลยสักนิด”
เดิมทีคิดว่าแค่สวี่หย่าเจวียนออกหน้า เรื่องนี้ก็คงเรียบร้อยแน่นอน ใครจะคิดว่าสุดท้ายจะบานปลายมาถึงขั้นที่แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
