น้ำเสียงอ่อนหวานยามฉินซูคุยโทรศัพท์ แต่ละคำฟังราวกับกำลังออดอ้อน
เซี่ยหลานจือรับผ้าเช็ดหน้าไปจากมือฉินซู ก่อนใช้มันซับรอยน้ำตาตรงหางตาให้อย่างอ่อนโยน
เขาพูดเสียงเบาว่า “แค่นึกขึ้นมาได้กะทันหัน เลยถามไปอย่างนั้น”
ฉินซูเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากแดงระเรื่อส่งเสียงฮึเบา ๆ “อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่ หมู่บ้านอวี้ซานไม่มีธรรมเนียมล้าหลังแบบนั้น เรื่องญาติใกล้ชิดแต่งงานกันมีน้อยมาก ยิ่งเป็นพี่น้องต่างแม่แต่พ่อเดียวกัน ยิ่งมีสายเลือดร่วมกันแค่ครึ่งเดียวแบบนี้”
สีหน้าตึงเครียดของเซี่ยหลานจือผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
ฉินซูเห็นทุกอย่างอยู่ในสายตา สีหน้าราวกับรู้อยู่แล้วว่าเป็นเช่นนี้
เธอมองเซี่ยหลานจือด้วยแววตาดูแคลน กำลังจะเหน็บแนมว่าเขาคิดสกปรก
ทันใดนั้น ดวงตาฉินซูกลอกไปมา ไม่รู้ว่านึกอะไรขึ้นได้ จึงคว้ามือเขาพาออกจากห้องสื่อสาร
เซี่ยหลานจือถูกลากออกมาไกลหลายเมตร
ฉินซูทำหน้าตื่นเต้นอยากรู้อยากเห็น ดวงตาเป็นประกายจ้องเขาเขม็ง
“คุณเจอเรื่องชวนอึ้งแบบนี้บ่อยหรือเปล่า?”
ในสภาพแวดล้อมที่ความคิดยังคับแคบและการศึกษาเข้าไม่ถึง ผู้คนจำนวนมากเชื่อว่าการแต่งงานในเครือญาติจะทำให้ครอบครัวแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
ตอนเซี่ยหลานจือสงสัยเธอ ฉินซูรู้สึกโกรธอยู่บ้าง แต่ก็ยังควบคุมอารมณ์ได้ดี
สัญชาตญาณบอกเธอว่า ผู้ชายคนนี้น่าจะยังมีเรื่องชวนอึ้งกว่านี้อีก
เซี่ยหลานจือเลิกคิ้ว “อยากรู้ไหม?” น้ำเสียงแฝงความเย้ายวนอยู่หลายส่วน
ฉินซูพยักหน้ารัว “อยาก!”
อยากรู้สุด ๆ ไปเลยต่างหาก!
ยุคที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตแบบนี้ สำหรับเธอแล้วช่างน่าเบื่อเกินไป
ปลายนิ้วเซี่ยหลานจือลูบหลังมือของฉินซูเบา ๆ ผิวเธอเนียนละเอียดนุ่มนวล แววตาของเขาเจือรอยยิ้มเอ็นดู
“ในพื้นที่ห่างไกลบางแห่ง ยังมีธรรมเนียมแต่งงานกันในหมู่ญาติใกล้ชิด แบบนี้ประหยัดทั้งสินสอดและสินเดิม...”
ทั้งคู่เดินกลับไปยังบ้านพักครอบครัวท่ามกลางแสงสนธยาอุ่นละมุน ราวกับกำลังเดินเล่น
ตลอดทางมีเสียงอุทานของฉินซูดังขึ้นเป็นระยะ ทั้งสูงทั้งต่ำ
“ทำแบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอ?”
“เดี๋ยวนะ พวกเขาป่วยหรือเปล่า!”
“น่ากลัวเกินไปแล้ว! เสี่ยวเฟินน่าสงสารจัง แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”
