ฉินซูตื่นขึ้นมาในช่วงใกล้เที่ยง ดวงตายังพร่ามัวอยู่เล็กน้อย
ภาพห้องที่คุ้นเคยตรงหน้าทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะผุดลุกขึ้นนั่งทันที
เดี๋ยวก่อน!
เมื่อคืนเธอนอนห้องรับแขกชัด ๆ
ทำไมตื่นขึ้นมาแล้วถึงกลับมาอยู่ในห้องนอนอีกล่ะ
“พี่หลาน ส่งตะกร้ากระเบื้องข้าง ๆ พี่มาให้ผมหน่อย!”
พอได้ยินเสียงอามู่ถี ฉินซูก็โน้มตัวเปิดม่านหน้าต่างแง้มออกเล็กน้อย
ท้องฟ้าด้านนอกมืดครึ้ม ไร้แสงแดดแม้แต่น้อย เซี่ยหลานจือกับอามู่ถีถอดเสื้อ ยืนอยู่ในลานเล็ก ๆ
ข้างตัวพวกเขามีกองดินผสมฟางแห้ง และตะกร้าสะพายหลังหลายใบที่บรรจุกระเบื้องมุงหลังคาสีแดงไว้
เซี่ยหลานจือใช้ผ้าขนหนูที่พาดอยู่บนคอเช็ดเหงื่อบนใบหน้า จากนั้นก็เกร็งแผ่นหลังที่มีกล้ามเนื้อเป็นมัดสวยงาม ก่อนส่งตะกร้ากระเบื้องให้อามู่ถี
อามู่ถียกตะกร้าขึ้นทันที แล้วเหยียบบันไดปีนขึ้นไปบนหลังคา
พอเห็นดังนั้น ฉินซูก็รีบสวมเสื้อผ้าอย่างคล่องแคล่วแล้วพุ่งออกจากห้อง
“พวกคุณกำลังทำอะไรกันอยู่เหรอ?”
เซี่ยหลานจือเงยหน้าขึ้นอย่างสบายอารมณ์ ดวงตาดำสนิทจับจ้องฉินซู
“ซ่อมบ้าน”
คำตอบสั้นกระชับไม่กี่คำแฝงความหมายที่ยากจะบอกออกมา
ฉินซูไม่เข้าใจ เธอกวาดตามองลานเล็ก ๆ ที่รกระเกะระกะด้วยความงุนงง
อามู่ถีที่ขึ้นไปอยู่บนหลังคาชะโงกหน้าลงมา ก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่า “พี่สะใภ้ ห้องที่ผมเคยอยู่หลังคารั่ว วันนี้พอดีมีเวลาว่าง เลยช่วยพี่หลานซ่อมสักหน่อย”
หัวใจของฉินซูเย็นวาบไปครึ่งหนึ่ง เธอถามเสียงเนือยว่า “แล้วห้องรับแขกยังนอนได้ไหม?”
แผนแยกห้องนอนของเธออย่าเพิ่งพังครืนลงมาตอนนี้เชียวนะ
อามู่ถีหัวเราะร่า “นอนไม่ได้แล้วครับ ในห้องเหม็นอับ แถมถ้าฝนตกขึ้นมาก็ชื้นจนอยู่ไม่ได้เลย”
พอได้ยินเช่นนั้น หัวใจของฉินซูก็เย็นเฉียบไปทั้งดวง
เมื่อคืนเธอเพิ่งย้ายไปนอนห้องรับแขก วันนี้ก็ซ่อมบ้านเสียแล้ว
ถ้าจะบอกว่าพวกเขาไม่ได้ตั้งใจ ฉินซูไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด!
คงเพราะสีหน้าของเธอดูแย่เกินไป เซี่ยหลานจือจึงกระแอมเบา ๆ แล้วอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ช่วงนี้อากาศไม่ดี อาจมีฝนตกหนัก ถ้าไม่ซ่อมตอนนี้ พอฝนตก ห้องที่เรานอนอยู่ก็จะเสียหายไปด้วย”
