ฉินซูสัมผัสได้ถึงกระแสความกดดันอันน่าเกรงขามที่เซี่ยหลานจือพยายามข่มกลั้นเอาไว้
ความเย็นชาบนใบหน้าของเธอละลายหายไปดุจหิมะแรกแย้ม รอยยิ้มสดใสเบ่งบานขึ้นในพริบตา น้ำเสียงเจือแววหยอกเย้า “คุณเชื่อจริง ๆ เหรอ?”
ฉินซูยื่นมือไปจิ้มหน้าผากของเซี่ยหลานจือที่เส้นเลือดปูดโปน ก่อนจะใช้นิ้วคลึงหว่างคิ้วที่ขมวดแน่นของเขาให้คลายออก
“เรื่องโกหกทั้งนั้น! ฉันก็ยังสบายดีนี่ แค่ทนเห็นกัวฮุ่ยฟางรังแกเสี่ยวเป่าไม่ได้เท่านั้นเอง”
ฉินซูโน้มตัวลง ลูบรอยเล็บสีแดงที่เห็นชัดบนใบหน้าของเสี่ยวเป่า
เธอพึมพำกับตัวเอง “วันนี้เสี่ยวเป่าของเราโดนรังแกแล้ว ผู้หญิงคนนั้นใจร้ายเกินไป!”
ดวงตาดำขลับของเซี่ยหลานจือยังคงฉายแววเดือดดาล จับจ้องฉินซูไม่วางตา อารมณ์ของเขายังไม่อาจสงบลงได้
เรื่องน่าตกใจเมื่อครู่เป็นเรื่องโกหกทั้งหมดงั้นหรือ?
ทั้งความเกลียดชังและความไม่ยินยอมในแววตาของฉินซู รวมถึงไอสังหารเย็นเยียบที่แผ่ซ่านรอบตัวเธอ ล้วนสมจริงเหลือเกิน
แต่ความจริงอยู่ตรงหน้า ฉินซูยังมีชีวิตอยู่ต่อหน้าเขา
กัวฮุ่ยฟางเองก็ไม่มีทางมีความสามารถพอจะทำเรื่องเลวร้ายไร้มนุษยธรรมเช่นนั้นได้
ฉินซูสัมผัสได้ถึงสายตาร้อนแรงของชายหนุ่มที่มองมาจากด้านหลัง
เธอหลุบตาลง ซ่อนความหงุดหงิดไว้ในแววตา
เธอไม่คิดจะบอกใครเรื่องการเกิดใหม่
ต่อให้คนนั้นจะเป็นเซี่ยหลานจือ ผู้ที่เธอไว้ใจและอยู่ด้วยแล้วรู้สึกปลอดภัยมากก็ตาม
ฉินซูจับมือลูกชาย พลันเอ่ยขึ้นว่า “ฉันจะพาต้าเป่ากับเสี่ยวเป่าออกไปอยู่ข้างนอกสักสองสามวัน”
“...” ความคิดของเซี่ยหลานจือถูกขัดจังหวะ
เขาขมวดคิ้วแน่น โอบไหล่ฉินซูไว้ “เพราะเจียเจียเหรอ?”
ฉินซูหัวเราะเยาะ “ในบ้านมีงูพิษอยู่ ฉันจะกล้าอยู่ได้ยังไง รอจนเธอไปแล้วฉันค่อยกลับมา”
ขมับของเซี่ยหลานจือเต้นตุบ ๆ เขากัดฟันกรอดแล้วพูดเสียงเด็ดขาด “ผมไม่อนุญาต!”
ฉินซูเงยหน้ามองเขา น้ำเสียงห่างเหิน “ฉันเคยบอกแล้วว่า บ้านนี้ถ้ามีฉันก็ไม่มีเธอ ถ้ามีเธอก็ไม่มีฉัน”
เซี่ยหลานจือตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด “ผมจะส่งเธอออกไปเดี๋ยวนี้!”
ฉินซูไม่ยอมอ่อนข้อ น้ำเสียงเฉียบคม “พ่อของกัวฮุ่ยฟางเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตพ่อคุณ แถมเธอยังเป็นบุตรบุญธรรมที่ตระกูลเซี่ยเลี้ยงดูมาถึง 14 ปี
