ฉินซูลุกพรวดขึ้นมา เซี่ยหลานจือวางมือทั้งสองข้างลงบนไหล่เธอ
“อาซู อย่าออกไปนะ ผมไปดูเอง”
เซี่ยหลานจือมีสีหน้าเย็นชา ก่อนจะรีบก้าวออกจากห้อง
ทันทีที่ประตูเปิด ฉินซูก็ได้ยินภาษาญี่ปุ่นที่คนต่างชาติพูดกัน
สีหน้าเธอเปลี่ยนไปในทันที
เธอไม่สนใจคำกำชับของเซี่ยหลานจือ ลุกขึ้นเดินไปทางประตู
ระหว่างทาง ฉินซูหรี่ดวงตาคู่งามที่ฉายแววเย็นเยียบ พลางลูบท้องตรงจุดที่ลูกเพิ่งเตะเธอไป
เธอหันกลับไปยังที่นั่งเมื่อครู่ หยิบกระเป๋าสะพายข้างบนเก้าอี้ แล้วเร่งฝีเท้าออกไป
ห้องข้าง ๆ
เซี่ยหลานจือผลักประตูเข้าไป ก็เห็นอามู่ถีซึ่งเมามายจนตาปรือ กำลังชกต่อยชายหน้าตาเอเชียร่างเตี้ยคนหนึ่ง
สีหน้าอามู่ถีดูผิดปกติ เขาด่าพึมพำว่า “ไอ้ลูกเต่า! กล้าเล่นตุกติกกับฉันงั้นเหรอ!”
ชายที่นอนอยู่บนพื้นพูดภาษาจีนอย่างติดขัดว่า “คุณรังแกแขกต่างชาติ ผมจะไปร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของพวกคุณ!”
“ปัง!”
อามู่ถีเหยียบหัวชายคนนั้นไว้ ก่อนพูดเสียงเย็นยะเยือกว่า
“ประเทศเล็กกระจ้อยร่อย! ยังกล้าเรียกตัวเองว่าแขกต่างชาติอีกเหรอ คิดว่าตัวเองใหญ่โตนักหรือไง!”
เมื่อแน่ใจว่าอามู่ถีไม่เป็นไร เซี่ยหลานจือก็สอดส่ายสายตามองหาพี่ชายของภรรยาในห้อง
นอกจากชายหญิงที่ฟุบอยู่บนโต๊ะแล้ว ในห้องก็ไม่มีใครอีก
“เพล้ง!”
ขวดแก้วตกลงพื้น ส่งเสียงกระทบกัน
เซี่ยหลานจือหันไปมอง แล้วพบว่าข้างห้องยังมีห้องเล็กซ่อนอยู่ ฟ่านเย่าจงเดินโซเซออกมาจากด้านใน
เขาร้องเรียกด้วยเสียงเมามายว่า “น้องชาย ฉินไห่รุ่ยใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว!”
“เร็วเข้า! รีบไปช่วยเขา ไม่อย่างนั้นความบริสุทธิ์ของเขาจะไม่เหลือแล้ว!”
อามู่ถีที่เมาจนหัวหมุนไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น
เขาจ้องชายบนพื้นด้วยแววตาเคียดแค้น แทบอยากสับอีกฝ่ายเป็นหมื่นชิ้น
เมื่อรู้ว่าพี่ชายของภรรยามีเรื่อง เซี่ยหลานจือก็ก้าวยาว ๆ ไปทางห้องเล็ก
เขายกเท้าถีบประตูที่แง้มอยู่จนเปิดผาง
ภาพห้องที่รกเละเทะทำให้เซี่ยหลานจือหน้าเครียด
ด้านในมีพื้นที่กว้างพอสมควร มุมห้องมีเตียงไม้ ส่วนฉินไห่รุ่ยที่หมดสตินอนอยู่บนนั้น
ข้างเตียงมีชายร่างเตี้ยขาโก่งสามคนยืนล้อมอยู่
สีหน้าของพวกมันบิดเบี้ยววิปริต กำลังลงมือถอดเสื้อผ้าฉินไห่รุ่ย ทั้งยังลูบคลำร่างกายเขา...
