เมื่อเซี่ยหลานจือได้ยินชื่อกัวฮุ่ยฟาง คิ้วก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนก้าวไปยืนข้างท่านเจ็ด
ทางด้านฉินซูไม่รู้เรื่องอะไรเลย เธอกดเสียงต่ำแล้วพูดว่า “ยืนยันแล้ว เธอชื่อกัวฮุ่ยฟาง ตอนนี้ถูกขังอยู่ในสถานกักกัน ฉันต้องการให้คุณจัดการเธอตามวิธีของฉัน!”
เซี่ยหลานจือโน้มตัวเข้าใกล้หูโทรศัพท์ จึงได้ยินเสียงหวานเย้ายวนอันเป็นเอกลักษณ์ของฉินซู ซึ่งจงใจกดให้ต่ำลงอย่างชัดเจน
“!” สีหน้าของเขาชะงักค้าง แววประหลาดใจผุดขึ้นในดวงตา ตามมาด้วยความฉงนอย่างหนัก
ฉินซู!
ทำไมถึงเป็นเธอ!
เธอติดต่ออาเจ็ดได้อย่างไร!
ท่านเจ็ดเห็นสีหน้าคุณชายของตนก็พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายคงรู้จักผู้หญิงที่อยู่ปลายสาย
เขายกนิ้วที่มีรอยด้านจากการจับปืนขึ้นจิ้มแขนเซี่ยหลานจือ พออีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นก็ถามโดยไม่ออกเสียงว่า “ฉันควรพูดอย่างไร?”
เซี่ยหลานจือไม่ได้พูดอะไร เพียงก้มตัวหยิบกระดาษกับปากกาบนโต๊ะขึ้นมา แล้วเขียนบางอย่างอย่างรวดเร็ว
ทางฉินซูรออยู่นานก็ยังไม่ได้รับคำตอบ จึงเอ่ยถามอย่างสงสัย “ท่านเจ็ด?”
ท่านเจ็ดกระแอมเบา ๆ “อยู่นี่ รอเดี๋ยว ฉันขอจุดบุหรี่ก่อน”
เขาหยิบบุหรี่ออกมาจุดจริง ๆ พลางมองเซี่ยหลานจือที่ยังเขียนไม่หยุดอย่างกระวนกระวาย
ไม่นานเซี่ยหลานจือก็ยื่นสมุดที่มีตัวอักษรหนักแน่นพลิ้วไหวให้ท่านเจ็ด
ท่านเจ็ดหรี่ตาลงเล็กน้อย เอ่ยอย่างใจเย็นว่า “สาวน้อย อยากให้ฉันลงมือแบบไหนล่ะ?”
ฉินซูยืนอยู่ในตู้โทรศัพท์ มองฉินไห่รุ่ยที่รอเธออยู่ไม่ไกล ริมฝีปากแดงเผยอออก เสียงเย็นเยียบเอ่ยขึ้นว่า “ขับรถชน หักแขนทั้งสองข้างของเธอ แล้วลากตัวออกมา ใช้เท้าเหยียบแขนที่หักให้เลือดออก เหยียบจนกระดูกแทงทะลุเนื้อหนัง จากนั้นถอดเสื้อผ้าเธอออกให้หมดแล้วโยนทิ้งไว้บนถนน ปล่อยให้เธอเลือดไหลตายไปทั้งอย่างนั้น”
ตอนฉินซูพูดประโยคเหล่านั้น เซี่ยหลานจือซึ่งยืนอยู่ข้างท่านเจ็ดและได้ยินทุกคำก็พลันเปลี่ยนสีหน้า
ใบหน้าสุภาพสง่างามของเขาถูกปกคลุมด้วยความเย็นชาเคร่งขรึม แววตาวาวโรจน์จนชวนให้คนหวาดหวั่น
ท่านเจ็ดขมวดคิ้วตลอดเวลา ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร จึงเงยหน้ามองคนข้างกาย
เซี่ยหลานจือเขียนข้อความอีกบรรทัดลงบนสมุดอย่างรวดเร็ว แล้วยื่นให้เขา
