“……” ฉินซูมึนงงไปหมด
เธอแอบมีชู้หรือ?
แน่ใจนะว่าไม่ใช่เซี่ยหลานจือปีนกำแพงมาหาเธอถึงเตียงกลางดึก?
ซุนยู่เจินเห็นสีหน้าพูดไม่ออกของฉินซู ก็คิดว่าเธอกำลังกลัว
อีกฝ่ายเชิดหน้าวางท่าอย่างผู้เหนือกว่า สีหน้าทั้งได้ใจทั้งโอหัง ก่อนจะยิ้มเยาะ
“ขอเตือนว่าอย่าทำให้ฉันไม่พอใจ ไม่อย่างนั้นเรื่องที่เธอแอบมีชู้จะถูกป่าวประกาศให้คนทั้งค่ายรู้!”
“ฉันกลัวจังเลยค่ะ”
ฉินซูถอยหลังสองก้าวราวกับตกใจ แสร้งทำเป็นหวาดกลัวพลางตบอกตัวเอง
ท่าทางเสแสร้งของเธอขอไปทีไร้ซึ่งความจริงใจ แววตาเจือประกายเย้ยหยันจาง ๆ
ซุนยู่เจินกำลังได้ใจเกินไป จึงไม่ทันสังเกตเห็น
เธอกวาดตามองฉินซูอย่างอิจฉา ก่อนจะเยาะเย้ยว่า “สมกับเป็นหญิงแพศยาที่ขาดผู้ชายแล้วอยู่ไม่ได้ กลิ่นสวาทคลุ้งไปทั้งตัว!”
คำตัดสินที่คิดว่าตัวเองถูกต้อง น้ำเสียงเลวร้ายชวนให้คลื่นไส้
แววตาฉินซูเย็นเยียบขึ้น เธอยกมือโบกตรงหน้าจมูก สีหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ
“ปากเธอทายาระบายหรือไง ทำไมกลิ่นขี้คลุ้งเชียว”
น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลถึงที่สุด แต่พอเอาคืนคนแล้วกลับไม่อ่อนข้อแม้แต่น้อย
รอยยิ้มได้ใจบนใบหน้าซุนยู่เจินหายวับ สีหน้าบิดเบี้ยว แววตาเย็นเยียบจับจ้องฉินซู
เธอก้าวประชิดฉินซู พลางถามเสียงเย็น “เธอไม่กลัวหรือว่าฉันจะเอาเรื่องน่าอับอายของเธอไปพูด?”
ฉินซูควรคุกเข่าก้มกราบแทบเท้าเธอ ร้องไห้คร่ำครวญอ้อนวอนอย่างน่าเวทนา
ไม่ใช่มายืนวางท่าหยิ่งผยองอยู่ตรงนี้
เห็นแล้วชวนให้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
ดวงตาเย็นชาปราศจากความอบอุ่นของฉินซูเหลือบมองยาที่อยู่ในมือซุนยู่เจิน
ตัวอักษรสองสามคำสะท้อนชัดเจนในแววตาเธอ
สีหน้าฉินซูเปลี่ยนไปเล็กน้อย ริมฝีปากแดงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน
“ต่อให้เธอเอาเรื่องไปแต่งเติม ฉันก็ยังบริสุทธิ์ใจ ทำถูกต้องย่อมไม่กลัวเงาตัวเอง”
จากนั้นเธอก็เปลี่ยนเรื่องพูด “แต่เธอน่ะ อย่าเอาแต่คิดว่าคนอื่นเป็นเหมือนตัวเอง เพราะตัวเองทำเรื่องน่าอับอายไว้ล่ะ”
