เซี่ยหลานจือที่กำลังขับรถแววตาวูบไหวเล็กน้อย ก่อนเอ่ยอย่างไม่แสดงอารมณ์ว่า “อาซูไม่รู้หรอกครับ ตอนคุยกันผมถูกเธอชี้นำ ถึงได้ไปตรวจอุปกรณ์กำลังเสริมของเครื่องบินรบคุณ”
พอพูดถึงเรื่องนี้ หลิวเซิงก็เดือดดาลขึ้นมา เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างขุ่นแค้น “ให้ตายสิ! รู้อย่างนี้ฉันน่าจะยิงไอ้สารเลวนั่นให้พรุนไปเลย!”
ปฏิบัติการคืนนี้ทั้งหวาดเสียวและรวดเร็วมาก
เซี่ยหลานจือนำทีมไปยังหน่วยทหารอากาศ ปิดล้อมพื้นที่เก็บยุทโธปกรณ์ทั้งหมด ห้ามไม่ให้ใครออกไปเด็ดขาด
ตอนแรกหลิวเซิงยังงุนงงไปหมด จนกระทั่งตรวจพบว่าช่างซ่อมอาศัยจังหวะตรวจเช็ก ถอดท่อไอเสียผสมของอุปกรณ์กำลังเสริมบนเครื่องบินรบออกไป
หากไม่พบความผิดปกตินี้ พอเครื่องบินรบติดเครื่อง ไอเสียอุณหภูมิสูงที่เครื่องยนต์ปล่อยออกมาในเวลาอันสั้นจะระบายออกไม่ได้ จนสายไฟและโครงสร้างรอบข้างภายในลำตัวเครื่องไหม้เกรียม
ถึงตอนนั้นผลที่ตามมาย่อมเกินกว่าจะคาดคิด!
ช่างซ่อมทั้งสามคนพอรู้ว่าปฏิบัติการถูกเปิดโปง คนที่พยายามหนีถูกยิงเสียชีวิต ส่วนอีกสองคนถูกจับกุมคาที่
ฉินซูได้ฟังเรื่องนี้จากพ่อของเซี่ยตอนนั่งกินข้าวที่โต๊ะอาหารในเช้าวันรุ่งขึ้น
ฉินซูแสร้งถามอย่างสงสัย “สองคนที่ถูกจับขังไว้ บอกไหมคะว่าใครเป็นคนบงการอยู่เบื้องหลัง”
เธอคิดว่าเมื่อมีพยานแล้ว ชาตินี้น่าจะพลิกผันโศกนาฏกรรมได้ ทั้งยังเล่นงานคนที่อยู่เบื้องหลังได้ด้วย
พ่อของเซี่ยแค่นเสียงเย็นชา “เวลานี้ถ้าไม่ใช่อิงหลานเอ่อร์ แล้วจะเป็นใครได้อีก”
ฉินซูเอ่ยอย่างไม่รีบร้อน “มีทั้งพยานและหลักฐานครบถ้วน เราไปเผชิญหน้ากับอิงหลานเอ่อร์ ขอคำอธิบายจากพวกเขาได้ค่ะ”
สีหน้าพ่อของเซี่ยเผยความจนใจอย่างที่เห็นจนชิน น้ำเสียงทั้งเศร้าสร้อยและทุกข์ใจ “เราไม่มีทางทำอะไรได้เลย ถ้าใช้วิธีรุนแรงเกินไปก็จะถูกใส่ร้ายกลับ สุดท้ายต้องกลืนความเจ็บใจนี้ลงไป ได้แต่โทษว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ของเรายังมีอำนาจการยิงไม่เพียงพอ...”
ฉินซูเผยสีหน้าเสียดาย เธอเกือบลืมไปว่าตอนนี้พวกเขากำลังอยู่ในช่วงยากลำบาก ไม่ใช่แค่อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ถูกบีบคั้น เศรษฐกิจซึ่งกำลังเติบโตยังถูกอำนาจต่างแดนหลายฝ่ายขัดขวางอยู่ตลอด
