เสียงของเขาไม่ดังนัก ทว่าผสานปราณแท้เข้าไปด้วย จึงส่งถึงหูฟางซิวอย่างชัดเจน
ฟางซิวยืนนิ่ง
“ข้าบอกให้ถอดผ้าคลุมออก”
เสียงของซุนเจิ้นทุ้มต่ำลงอีกระดับ
มุมปากใต้ผ้าคลุมของฟางซิวยกขึ้น
เสียงใสกังวานดังออกมาจากใต้หมวกคลุม
“ไยต้องทำเช่นนั้นด้วย?”
“ในเมื่อผู้ตรวจการอำเภออยากเห็น ข้าก็จะให้ท่านดู!”
กล่าวจบ เขาก็ยื่นมือออกไปถอดผ้าคลุม
จากนั้นสะบัดส่ง ๆ
ผ้าคลุมลอยไปเกี่ยวอยู่บนกิ่งไม้ข้างทาง แกว่งไกวไปตามแรงลม
รูม่านตาของซุนเจิ้นหดลงเล็กน้อย
ใบหน้านั้น
ใบหน้าที่วาดไว้บนประกาศจับ
ใบหน้าอ่อนเยาว์เกินวัย มีเค้าโครงคมชัด มุมปากยังประดับรอยยิ้มเกียจคร้านอยู่เล็กน้อย
“ฟางซิว!”
ยามซุนเจิ้นเอ่ยสองคำนี้ มือของเขาก็กำด้ามกระบี่แน่นแล้ว
ก่อนหน้านี้เขานำคนปิดกั้นทางหลวง หลังได้รับข่าวจากเทือกเขาเทียนเหมิน พอฟ้าสางก็พาคนส่วนหนึ่งกลับอำเภอเทียนเหมิน
ทั่วทั้งอำเภอเทียนเหมินมีกำลังทหารอยู่หนึ่งพันนาย
ส่วนคนหนึ่งร้อยนายที่อยู่ตรงนี้ คือกำลังหลักที่เป็นคนสนิทของเขาอย่างแท้จริง
ในหมู่คนเหล่านี้มีผู้ฝึกยุทธ์ขั้นแปดห้าคน และขั้นเก้าอีกยี่สิบคน
คนที่เหลือล้วนแข็งแกร่งยิ่ง ห่างจากขั้นเก้าเพียงไม่มาก
อีกทั้งยังสวมเกราะเหล็กดำ
เกราะเหล็กดำหนึ่งร้อยชุด
เกราะเหล็กดำแต่ละชุดมีมูลค่าสูงถึงหนึ่งพันตำลึงเงิน
นี่คือทรัพย์สินที่ซุนเจิ้นทุ่มเทแรงกายแรงใจบ่มเพาะมานานถึงสิบปี
ซุนเจิ้นชักกระบี่ยาวที่เอวออกมา
เคร้ง!
ตัวกระบี่เรียวยาว คมกระบี่ปรากฏประกายสีเขียวคล้ำขึ้นชั้นหนึ่ง
ปราณแท้ขั้นเจ็ดระดับสูงสุดทะลักเข้าสู่คมกระบี่ พวยพุ่งออกมายาวกว่าสามฉื่อ
“ฆ่า!”
เขาเปล่งคำสั้น ๆ ออกมา
ทหารหนึ่งร้อยนายเคลื่อนไหวพร้อมกัน
ทวนยาวลดต่ำลงพร้อมเพรียง พลโล่กระบี่ปกป้องปีกทั้งสองข้าง กองกำลังจัดแถวเป็นกระบวนทัพดุจเครื่องจักรอันเที่ยงตรง เคลื่อนเข้ากดดันฟางซิว
