นิ้วชี้ข้างซ้ายจ่ออยู่บนริมฝีปากของนาง ปลายนิ้วเย็นเฉียบ มีกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ
“ชู่”
“ไม่ต้องร้องแล้ว ข้างนอกตายหมดแล้ว”
เสียงร้องของหลิ่วซานเหนียงติดอยู่ในลำคอ คราวนี้นางถึงได้ตระหนัก
ภายในลานเงียบสงัดราวกับสุสาน ไร้แม้แต่เสียงใด ๆ
เหล่าองครักษ์ที่เฝ้าอยู่ใต้ระเบียง เหล่าสมาชิกพรรคที่ยังคุ้มกันโถงใหญ่ ล้วนเงียบงันไปหมด
“เหลือแค่เจ้าแล้ว”
หลิ่วซานเหนียงหนาวสะท้านไปทั้งร่าง ความเย็นเยียบไล่จากกระดูกสันหลังไปจนถึงปลายนิ้ว
นางเสียใจแล้ว
ไม่ใช่เสียใจที่ฉกตั๋วเงินหนี แต่เสียใจที่ตอนประชุมกันในโถงใหญ่ นางพูดประโยคนั้นออกไป
“ปล่อยข่าวลือไปสิ จะจริงหรือไม่จริงก็ช่าง”
ความคิดที่นางเสนอขึ้นมาลอย ๆ กลับได้รับความเห็นชอบจากเหลยเป้า ตอนนั้นนางยังคิดเสียด้วยซ้ำว่าเป็นแผนที่ยอดเยี่ยม
บัดนี้ คนที่นางเสนอให้ต้อนจนไร้ทางหนีมายืนอยู่ตรงหน้าแล้ว
นางข่มความหนาวเหน็บในใจ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
ความหวาดกลัวนั้น หากข่มไว้ไม่ได้ก็เป็นยาพิษ แต่หากข่มได้ก็เป็นอาวุธ
ต้นทุนสำคัญที่สุดของนางในหอหมาบ้าไม่เคยเป็นวรยุทธ์ หากเป็นใบหน้าและสติปัญญา
หลิ่วซานเหนียงคลายมือที่กำด้ามมีดสั้น
นางวางห่อผ้าลงบนโต๊ะ พอหันกลับมา สีหน้าก็เปลี่ยนไปแล้ว
หางตาเชิดขึ้นเล็กน้อย มุมปากยกเป็นรอยยิ้มเย้ายวน ท่วงท่ามีเสน่ห์เย้ายวนใจราวกับกลับคืนสู่ตัวนางในชั่วพริบตา
“ที่แท้ก็คุณชายฟาง”
น้ำเสียงของนางอ่อนหวานนุ่มนวล ก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว พลางบิดเอวแผ่วเบา
“เรื่องของพวกคนโง่พรรค์นั้นไม่เกี่ยวกับข้าเลย ข้าเป็นเพียงหญิงอ่อนแอคนหนึ่ง ในพรรคที่กลืนกินผู้คนเช่นนี้ก็แค่พอมีข้าวกินเท่านั้น”
