ฟางซิวยังคงก้าวเดินต่อไป
ดาบซิ่วชุนแปรเปลี่ยนเป็นประกายดาบสีแดงฉานนับสาย วิชาดาบวายุคลั่งขั้นสมบูรณ์วาดเงาพร่าเลือนดุจแพรพรรณกลางแสงสนธยา
ทุกดาบรวดเร็วถึงขีดสุด ปราณเก้าสุริยันอันทรงอำนาจพลันถาโถมสู่คมดาบ ผู้ที่ถูกฟันบาดแผลดำเกรียมและฉีกปริ เลือดยังไม่ทันไหลก็ถูกความร้อนแผดเผาจนจับตัวเป็นก้อน
ฉึก ฉึก ฉึก ฉึก ฉึก
ศีรษะห้าศีรษะลอยขึ้นกลางอากาศ
สมาชิกพรรคคนสุดท้ายนั่งทรุดอยู่กับพื้น แผ่นหลังพิงต้นสนเก่าแก่ กางเกงเปียกชุ่มไปแล้ว
ดาบของเขาร่วงอยู่ข้างเท้า นิ้วมือสั่นจนกำไม่อยู่
ฟางซิวเดินไปหยุดตรงหน้า
ปลายดาบจ่ออยู่ที่ลำคอ หยดเลือดสายหนึ่งไหลไปตามคมดาบ ก่อนหยดลงบนปกเสื้อของสมาชิกพรรคผู้นั้น
“พวกเจ้ามากันกี่คน?”
สมาชิกพรรคผู้นั้นริมฝีปากสั่นระริกอยู่ครู่ใหญ่ กว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้
“ทะ...ทุกคน...สามขุมอำนาจใหญ่...ยังมี...ยังมีชาวยุทธ์จากทั่วสารทิศ...หลายร้อยคนบุกเข้ามาหมดแล้ว...”
ฟางซิวหรี่ตาลง
“ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว?”
“ล้อม...ล้อมพื้นที่แถบนี้ไว้หมดแล้ว...หัวหน้ามือปราบหลัวบอกว่าท่านหนีไปได้ไม่ไกล...ซ่อนตัวได้อีกไม่นาน...”
ฟางซิวยิ้ม
เมื่อสมาชิกพรรคผู้นั้นเห็นรอยยิ้มของเขา ร่างก็สั่นหนักยิ่งกว่าเดิม
“ปราณแท้ของท่าน...กำลังของท่าน...เหตุใด...เหตุใดถึงยังเหลืออีกมาก?”
ฟางซิวไม่ตอบ
เขาชักดาบกลับ
สมาชิกพรรคผู้นั้นเพิ่งจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก แสงดาบก็วาบผ่าน ศีรษะกลิ้งหลุดจากบ่า สีหน้าบนใบหน้าแข็งค้างในพริบตา
