เฟิงอวี้จินมาถึงเป็นคนสุดท้าย
เขาอ้าปากค้าง มองร่างสองร่างที่กำลังปะทะกันอย่างบ้าคลั่งกลางท้องฟ้า ก่อนจะเค้นคำพูดออกมาจากลำคอ
“คนผู้นั้นเป็นใครกัน ถึงกับต่อกรกับผู้อาวุโสเซียวได้!”
ไม่มีใครตอบ
ทั้งสามมองเห็นชัดเจน ทุกครั้งที่ร่างทั้งสองบนฟ้าปะทะกัน คลื่นลมปราณก็ระเบิดออกเป็นวง ทุกการกระแทกทำให้เทือกเขาเบื้องล่างสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ตราประทับฝ่ามือใหญ่ไร้กำเนิดดับสูญของเซียวจื้อไจ้ฟาดออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าปราณดาบของร่างชุดดำกลับไม่เป็นรองแม้แต่น้อย
“ปราณมารช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก”
เสียงของตี๋จ้านแผ่วต่ำ แววตาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ใช้ขั้นสามพลิกสู้ขั้นสอง...ไม่เคยมีมาก่อนตั้งแต่โบราณกาล”
ทันใดนั้น เสียงคำรามเกรี้ยวกราดของเซียวจื้อไจ้ก็ดังกึกก้องมาจากขอบฟ้า
“ฟางซิว! วันนี้ต่อให้ข้าต้องสละชีวิต ก็จะสังหารเจ้าให้ได้!”
เสียงนั้นอัดแน่นด้วยพลังแท้ ก้องสะท้อนไปทั่วท้องฟ้าเหนือเทือกเขา
แรงสะเทือนทำให้เศษหินบนหน้าผาร่วงกราวลงมา
ทั้งสามชะงักงัน
สีหน้าของตี๋จ้านแข็งค้าง ดาบในมือของลู่เสวียนกังก็แทบหลุดมือ ส่วนเฟิงอวี้จินอ้าปากค้าง แต่กลับเค้นคำพูดไม่ออกสักคำ
ฟางซิวหรือ?
ฟางซิวไม่ตายไปแล้วหรือ?
หานเซียวเป็นผู้กราบทูลราชสำนักด้วยตนเองมิใช่หรือว่าได้สังหารฟางซิวจนสิ้นชีพและสับร่างเป็นเถ้าถ่าน ข่าวนี้แพร่สะพัดไปทั่วแล้ว
แล้วเหตุใดคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ในยามนี้ถึงเป็นฟางซิว?
แล้วหานเซียวเล่า?
สายตาของทั้งสามจับจ้องไปยังฟางซิวพร้อมกัน
ปราณมารที่พุ่งทะยานขึ้นฟ้า เจตจำนงดาบอันโอหังที่ไม่เห็นแม้แต่เทพหรือพุทธองค์ในสายตา และจิตสังหารเย็นเยียบจนผู้คนขนลุก ล้วนเหมือนกับข้อมูลที่พวกเขารู้มาไม่มีผิด
